วันศุกร์ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

ปรากฎการณ์

ปรากฎการณ์ หุ้นขึ้นวอลุ่มหาย 
.
.
.
ผมเคยเขียนเรื่อง Volume Spread Analysis for Dummies แจกลงเพจเมื่อนานมาแล้ว คิดว่าราวๆ 5 ปีที่แล้วได้ !
.
หนึ่งในแพตเทิร์นของวอลุ่มที่เป็นสุดยอดรูปแบบของหุ้นขึ้นคือ "หุ้นขึ้นวอลุ่มหาย" หรือ Volume leads price during a bull move วอลุ่มลักษณะนี้มักจะเกิดขึ้นกับหุ้นที่มี demand สูงมากๆ ในขณะที่ supply ของตัวมันต่ำ
.
หุ้นที่เกิด pattern ลักษณะนี้ มักจะเป็นหุ้นที่ผลประกอบการดีถึงดีมาก มุมมองต่อตัวกิจการดีสุดๆ ฟรีโฟลตต่ำ และ ณ จุดเริ่มแรกของรอบขาขึ้นจะมีปริมาณซื้อขายเข้ามาหนาแน่น แล้วราคาหุ้นจะขยับขึ้นไปเรื่อย(หลายเด้ง)ด้วยวอลุ่มการซื้อขายที่ลดลงเรื่อยๆ ซึ่ง COL ก็มีลักษณะดังกล่าว
.
เราติดตามหุ้นตัวนี้มานาน เพราะพื้นฐานกิจการดี งบการเงินแข็งแกร่ง เพียงแต่ประสบปัญหาชั่วคราวที่รอการแก้ไข ลองย้อนไปอ่าน @280759 

#SIRStockCheckUp #COL อยากจะโต ก็ต้องฆ่า ! https://goo.gl/xOVZpq 
.
และหลังจากนั้น จนแทบจะลืมมันไปแล้ว สัญญาณบางอย่างจากวอลุ่มการซื้อขายก็เข้ามา การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญได้เริ่มต้นขึ้น
.
#SIRStockCheckBack 
#SIRCaseStudy #COL Big Change - การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ https://goo.gl/aLGqhe @060660 
.
ถ้าเรารู้ business model ของกิจการที่เราติดตามอยู่บ้างและมีทักษะเรื่องดูฐานราคาหุ้น เราจะต้องรีบเข้าไป update ข้อมูลของหุ้นตัวนี้ทันที
.
ในตอนนั้น ถ้า COL มีการตัดธุรกิจออนไลน์ออกไปจริง แล้วมองกำไรปรกติของปี 2560 2561 ก็จะพบว่า แม้ราคาที่พุ่งขึ้นมาจาก 30 มาที่ 40 กว่าบาทก็ยังไม่แพง แม้ก่อนราคาหุ้น spike ขึ้นมา P/E 25 P/BV 1.8 หลังจากเกิดข่าวดีจะมาเทรดที่ P/E 36 P/BV 37 เท่าก็ตาม แต่นั่นมันหลอกตา เพราะยังไม่ได้ตัดส่วนที่ขาดทุนออกไป ยิ่งหากเรามองลงไปในงบก็จะเห็นว่าบริษัทมีงบดุลที่แข็งแกร่งมาก หนี้ไม่มี มี negative cash cycle อีกต่างหาก และตัวเลขที่ไม่มีให้ดูใน set.or.th คือ price to sale ratio ตอนนั้นอยู่แค่ 1 เท่ากว่าๆ จากประสบการณ์แล้วผมก็คิดว่า ราคาหุ้นมันยังไม่ได้สะท้อนความแข็งแกร่งตัวกิจการเท่าไหร่ ในตอนนั้นก็ไม่รู้เรื่องธุรกิจใหม่กับเคอรี่หรือเรื่องคลังสินค้า กะคร่าวๆก็ได้ราคาในใจคือ ปีนี้ราคาเหมาะสมควรอยู่ที่ 60-65 บ. ปีหน้าหวังได้ถึง 90 บ. ซึ่งมันก็เป็นแค่การกะคร่าวๆคิดเองเออเอง ไม่มีหลักวิชาการมารองรับ แม้หุ้นจะ spike ขึ้นมาจาก 30 บ. นั่นก็ไม่ใช่เหตุผลที่เราจะต้องกลัว 
.
แต่ท่านจะสังเกตว่า เวลาสรุปพื้นฐานหรือบทความหุ้นรายตัวลงไป ผมจะไม่มีการชี้นำเรื่องราคาเป้าหมาย(แต่ข้อมูลหลายๆตัวก็สามารถนำไปคำนวณต่อเองได้) หรือระบุเป้าหมายราคาอะไรลงไป เพราะผมมองว่ามันเป็นเรื่องอันตราย เป็นพฤติกรรมที่มีความเสี่ยงกึ่งชี้นำจูงจมูก(ดร.วิศิษฐุ์ ดร.นิเวศน์ มองธุรกิจขาดๆ ในรายการ business model ยังไม่เคยพูดเรื่องราคาเป้าหมายนู้นนี้เลย) มันเหมือนชี้เป้าที่แปลกๆพิกล อีกทั้งมันก็ติดขัดเรื่องกฎระเบียบของตลาด 
.
ระยะสั้นมันอาจสนุกที่บอกราคาเป้าหมายที่น่าตื่นเต้น ยิ่งบอกเป้าไกลมากยิ่งน่าเร้าใจ ค่อยๆสร้างการรับรู้ให้สาวก ต้อนเค้าเข้ามา กระตุ้นให้โลภ แต่พอเราโลภเราจะหลงลืมอะไรบางอย่างไป ความหวังดีอาจจะกลายเป็นประสงค์ร้าย ลูกเพจที่แห่ตามมาซื้อระยะสั้นๆอาจสนุก แต่มองยาวๆก็พินาศกันมาเยอะแล้วครับ 
.
.
เราจะต้องไม่ให้ใครมาชี้นำ พยายามฝึกฝนด้วยตัวเอง อ่านพื้นฐานกิจการ ติดตามข้อมูลเชิงคุณภาพให้มากๆ แล้วพยายามฝึกการเข้าซื้อให้ถูกจุด(ทั้งพื้นฐานและเทคนิค) เมื่อเข้าซื้อถูกจุดก็จะทำให้อะไรๆสบายขึ้นเยอะ ราคาเป้าหมายไม่ได้สำคัญ พอมีกำไรแล้วก็รู้จัก lock กำไรตามสมควรบ้าง(ถ้าขี้เกียจมองอนาคตมาก) ถ้าเราหาหมูอ้วนมาขายได้บ่อยๆ เดี๋ยวพอร์ตเราจะค่อยๆอ้วนไปเองครับ Description: https://www.facebook.com/images/emoji.php/v9/f4c/1/16/1f642.png:-)








ความรู้ทางการเงิน การลงทุน และการบัญชี (25/10/60)
Capitalism paradigm and the Principle of a Sufficient Economy
แนวคิดแห่งหลักเศรษฐกิจพอเพียงกำลังเป็นแนวคิดที่มีบทบาทและอิทธิพลต่อสังคมไทยกว้างขวางขึ้น มีผู้บริหารและนักลงทุนจำนวนมากยังมองว่าแนวคิดทั้งสองแนวทางยากต่อการเดินมุ่งสู่เป้าหมายเดียวกัน พบว่าส่วนใหญ่มีสาเหตุจาก 
1.
ผู้บริหารและนักลงทุนจำนวนมาก มุ่งที่กำไรมากๆ ไว้ก่อน ผู้บริหารเน้นสร้างตัวเลขกำไรมากๆ เพื่อให้ราคาหุ้นขึ้นสูงๆ ส่วนนักลงทุนก็เน้นข่าวบริษัททำกำไรไตรมาสหน้าสูงๆ มุ่งเน้นแต่ทำส่วนต่างราคา กำไรมากๆ เร็วๆ ด้านหนึ่งก็บอกว่าความยั่งยืนคือเศรษฐกิจพอเพียง แต่แนวคิดและการปฏิบัติไปคนละทาง ยังมีความเข้าใจเกี่ยวกับความหมายแท้จริงของเศรษฐกิจและที่มุ่งเพียงเรื่องของเม็ดเงินอย่างเดียว
2.
ความเข้าใจเรื่องทุนยัง focus หรือมองเพียงทุนทางการเงิน วัดทุนในมิติ เงินเท่านั้น
3.
ขาดความเข้าใจในเรื่องหลักเศรษฐกิจพอเพียง หรือเข้าใจแต่นำมาเชื่องโยงกับวิทยาการบริหารแนวใหม่ไม่ได้
4.
ยังเข้าใจแนวคิดการบริหารยังไม่มากพอในเชิงบูรณการทางทฤษฎี
5.
มองการพัฒนาเติบโตในมิติของเศรษฐกิจพอเพียงกับกับเศรษฐกิจทุนนิยมต่างกัน
เมื่อตั้งคำถามพื้นฐานที่สุดว่า เป้าหมายหรือวัตถุประสงค์ของธุรกิจคืออะไร คำตอบที่ได้ส่วนใหญ่จะตอบเหมือนกันหมดคือกำไร นั่นแสดงว่ามุมมองต่อทุนนิยมยังคงมองทุนเพียงตัววัดค่าทางการเงิน หรือทุนทางการเงิน (Financial Capital) และมองผลที่วัดได้เพียงระยะสั้นเพราะงบการเงินจะวัดผลอย่างน้อยปีละครั้งหรือบางทีอาจจะมากว่านั้นเช่นวัดผลการดำเนินงานไตรมาสละครั้ง แต่ในมุมมองการบริหารแนวคิดใหม่จะมุ่งวัตถุประสงค์ไปที่การสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผู้มีส่วนร่วมกับกิจการในระยะยาวอย่างมั่นคง (Sustainable Stakeholders’ Value Creation) ทุนในแนวคิดใหม่ไม่ใช่เพียงทุนทางการเงิน แต่ทุนในแนวคิดใหม่ครอบคลุมไปถึงทุนทางปัญญา เรื่องนี้เป็นหัวข้อที่ต้องถกประเด็นกันยาว
อนาคตของทุนนิยมจะเปลี่ยนไปจากระบบทุนนิยมเดิมที่เป็นอยู่
-
ทุนนิยมเดิมในปัจจุบัน คือระบบที่ใช้เงินตราวัดค่า เงินถือเป็นตัววัดสำคัญเพราะใช้ตีค่าสิ่งที่จะนำมาแลกเปลี่ยนกัน เพราะทรัพยากรที่มนุษย์มีความอยากได้มีจำกัด
-
ระบบทุนนิยม (เดิม) คือระบบที่คนกลุ่มหนึ่งทำงานอย่างหนักเพื่อคนอีกกลุ่มหนึ่ง และหวังว่าตัวเองอนาคตจะร่ำรวยบ้าง ความเพียรความขยันเป็นสิ่งที่ดี หากแต่ถ้าขยันเพราะเพียงอยากร่ำรวยอาจไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้องในชีวิต ความเพียรและความพยายามเป็นสัญลักษณ์ของการแสดงความดีงาม
-
ระบบทุนนิยม (เดิม) ทำให้คนเราหมดเวลาไปกับเรื่องงานมากกว่าความเป็นชีวิตที่มีอะไรมากกว่าคำว่า งานและเงิน 
ความคิดใหม่ต่อระบบทุนนิยม
-
เดิมเน้นที่การสร้างมูลค่าให้เจ้าของเงิน หรือที่นิยมสอนกันคือ maximize shareholders’ wealth or building shareholders’ value
-
แนวคิดใหม่ต้องมองทั้งเพื่อตนเองและผู้อื่นไปพร้อมกัน บนแนวคิดตัวตนและสิ่งแวดล้อมไม่เป็นสองแยกจากกัน นั่นคือเปลี่ยนจาก ผู้ถือหุ้นเป็นผู้มีส่วนได้เสีย (stakeholder) นั่นคือจะมุ่งไปสู่ Sustainable Stakeholders’ Value Creation การสร้างคุณค่าที่เพิ่มขึ้นให้กับผู้มีส่วนได้เสียในทุกมิติขององค์กร
-
ระบบความคิดเดิมบ่อเกิดแห่งความมั่งคั่งอยู่ที่ ที่ดิน เงิน มูลค่าทรัพย์สินที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
-
ปัจจุบันบ่อเกิดแห่งความมั่งคั่งเป็นสมอง ปัญญา และทักษะของคน
-
จากทุน financial capital => intellectual capital คำถามคืออะไรคือทุนของธุรกิจในยุคใหม่และใครเป็นเจ้าของทุน
- Capital = Financial + Intellectual 
; Intellectual = Human + Structural
- Capital = Financial + Human + Structural
- Capital = Financial + Human + Information + Organizational 
- Human Capital = Skill + Knowledge + Training
- Information = System + Database + Network Description: https://www.facebook.com/images/emoji.php/v9/fa5/1.5/16/1f642.png
(= IT + Process (supp chain mgt) + Customer)
- Organization = Culture + Leader + Teamwork + Alignment 
การเลือกธุรกิจหรือเป้าหมายธุรกิจก็จะต้องเปลี่ยนไปจากเพียงการทำกำไรสูงสุด (Maximize Profit) มาเป็น Make Profit, Generate Cash Flow and Stay Solvency
การนำเอาแนวคิดใหม่ไปสู่การพัฒนาธุรกิจให้เกิดหลักเศรษฐกิจพอเพียง จากแนวคิดดังกล่าวที่สรุปมานั้น หากนำมาเทียบกับหลักแห่งเศรษฐกิจพอเพียงซึ่งมีองค์ประกอบคือ พึ่งพาตนเอง พอประมาณ มีเหตุผล มีภูมิคุ้มกันตนเอง 
-
พอประมาณ ไม่ใช่การมีกำไรน้อยกำไรมาก แต่ต้องเป็นกำไรที่ยั่งยืน บริษัทที่สร้างความมั่งคั่งให้นักลงทุนระดับโลก หรือนักลงทุนชั้นนำ ไม่ใช่บริษัทที่สร้างกำไรสูงสุด แต่เป็นบริษัทที่ทำกำไรได้ต่อเนื่องยั่งยืน การทำกำไรสูงนั้นดี แต่กำไรที่เติบโตที่นิ่งและมั่นคงสำคัญกว่า นั่นคือทำไม่คนที่เรียนกับผม จึงมักได้ฟังว่าผมเน้นความนิ่งของการเติบโตต่อเนื่อง ไม่ชอบพวกกระโดดขึ้น มากๆ (และพวกนี้จะมีลงด้วยเสมอ)
-
พึ่งพาตนเอง ธุรกิจที่ดีคือการเติบโตแบบ Organic Growth เติบโตด้วย Existing Assets ที่สร้าง Real Operating Profit ถ้าหลานท่านที่เรียนจะทราบดีว่าผมให้เน้นหุ้นที่เติบโตแบบ Organic Growth
-
มีเหตุผล ความมีเหตุมีผลคือทุกกิจกรรมต้องมีหลักคิดที่ถูกต้องเหมาะสม มีหลักการที่ดี กิจการที่โต หรือกำไรมากๆแล้ว แต่ขาดหลักการที่ดี ดูไม่สมเหตุสมผล เช่นซื้อหุ้นคืนเพื่อสร้างราคา เพิ่ม EPS สำหรับผมแล้วไม่ใช่การสร้างความยั่งยืนของธุรกิจ ต่อให้หุ้นขึ้นก็อยู่ได้ไม่นาน ผมไม่สนใจหุ้นเหล่านี้เลย คนเรียนกับผมก็จะทราบดีว่าผมไม่เคยมีมุมมองบวกกับธุรกิจ นอกจากนี้การพึ่งพาตนเองคือการมี Cash Flow ที่แข็งแกร่ง ไม่ใช่ run ธุรกิจไปได้ด้วยหนี้ ไม่ว่าจะหนี้สถาบันการเงินหรือหนี้จากการค้า (ก่อหนี้ได้ แต่ต้องเหมาะสม พอประมาณ)
-
มีภูมิคุ้มกันตนเอง คือความพร้อมที่จะจัดการกับผลกระทบที่เกิดขึ้นจากทั้งภายนอกและภายใน กิจการที่มีภูมิคุ้นกันต้องมี โครงสร้างทางการเงินแข็งแกร่ง มี Moats
นั่นคือการพิจารณาหุ้นที่ดีบนหลักของการดำเนินธุรกิจบนหลักเศรษฐกิจพอเพียง และต้องพร้อมด้วยการใช้ทั้งความรู้ ความเข้าใจ (รอบรู้ รอบคอบ ระมัดระวัง) ผนวกกับ คุณธรรม (ซื่อสัตย์ สุจริต ขยัน อดทน แบ่งปัน) หากคนที่อบรมกับผมมาอย่างต่อเนื่องจะรู้ว่าผมเน้นสอนเช่นนี้มาตลอด และจะยังคงสอนตลอดไป เพราะผมเชื่อว่านี่คือการลงทุนที่ถูกต้องยั่งยืนโดยแท้จริง คนที่เข้าใจ หลักของ Make Profit, Generate Cash Flow and Stay Solvency และเรื่องนิ่ง กับ Organic Growth ได้อย่างสอดประสานกัน จะเข้าใจภาพธุรกิจที่เหมาะสมการลงทุนระยะยาว
ซึ่งหากพิจารณาแนวคิดที่ทุนนิยมและโลกในยุคใหม่ที่จะดำเนินไป จะเห็นได้ชัดว่าในหลักการพื้นฐานโดยแท้จริงนั้นเป็นแนวทางเดียวกัน ไม่ได้ขัดแย้งกันแต่อย่างใดทั้งเป้าหมายและวิธีการ และเพื่อให้ธุรกิจสามารถบรรลุเป้าหมายในระยะยาว







(Oct 25) ดึงเอกชนร่วมโครงการขนาดใหญ่เปิดลงทุน'พีพีพี'1.62ล้านล้าน : ครม.เห็นชอบแผนยุทธศาสตร์การให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการรัฐ ปี 2560-2564 จำนวน 55 โครงการ วงเงิน 1.62 ล้าน เพิ่มขึ้นจากแผนเดิมปี 2558-2562 วงเงิน 1.41 ล้านบาท จำนวน 65 โครงการ เปิดทางเอกชนขับเคลื่อนโครงการลงทุนขนาดใหญ่
นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)วานนี้ (24ต.ต.) เห็นชอบปรับจัดทำรายการโครงการในกิจการภายใต้ร่างแผนยุทธศาสตร์การให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ หรือ พีพีพี พ.ศ. 2560-2564 (Project Pipeline) โดยมีเป้าหมายการจัดทำโครงการลงทุน จำนวน 55 โครงการ มูลค่าการลงทุน 1.62 ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นการปรับเพิ่มขึ้น 210,000 ล้านบาท
จากแผนยุทธศาสตร์เดิมที่กำหนดไว้ในปี 2558-2562 ที่มีกิจการที่เหมาะสมให้ใช้รูปแบบพีพีพี จำนวน 65 โครงการ มูลค่าการลงทุน 1.41 ล้านล้านบาท
โดยประมาณการลงทุนข้างต้นเป็นการประมาณการจาก Project Pipeline ซึ่งคณะกรรมการนโยบายฯ ได้พิจารณาทบทวนรายการโครงการฯ เพื่อให้รายการโครงการและสถานะของโครงการเป็นปัจจุบัน รวมถึงเพื่อให้สอดคล้องกับระยะเวลาของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 และการพัฒนาโครงการในแต่ละกิจการจะต้องคำนึงถึงความเชื่อมโยงของขอบเขตงาน เพื่อไม่ให้มีการลงทุนซ้ำซ้อน และประชาชนสามารถได้รับบริการสาธารณะอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งเพื่อให้การดำเนินโครงการมีประสิทธิภาพสูงสุด
สำหรับกิจการที่เหมาะสมให้เอกชนมีส่วนร่วมในการลงทุน ภายใต้ร่างแผนยุทธศาสตร์พีพีพี ฉบับใหม่ ประกอบด้วย 22 กิจการ แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ 1.กลุ่มกิจการที่สมควรให้เอกชนมีส่วนร่วมในการลงทุน หรือ Opt-out มี 4 กิจการ จำนวน 16 โครงการ แบ่งเป็น กิจการพัฒนาระบบขนส่งมวลชนทางรางในเมือง 7 โครงการ, กิจการพัฒนาถนนที่มีการเก็บค่าผ่านทางในเมือง 1 โครงการ, กิจการพัฒนาท่าเรือสาธารระสำหรับขนส่งสินค้า 6 โครงการ, กิจการพัฒนาระบบรถไฟความเร็วสูง 2 โครงการ
2. กลุ่มกิจการที่รัฐส่งเสริมให้เอกชนมีส่วนร่วมในการลงทุน หรือ Opt-in มี 18 กิจการ จำนวน 39 โครงการ ประกอบด้วย กิจการพัฒนาถนนที่มีการเก็บค่าผ่านทางระหว่างเมือง 7 โครงการ, กิจการพัฒนาสถานีขนส่งบรรจุแยกและกระจายสินค้า 3 โครงการ, กิจการพัฒนาระบบตั๋วร่วม
1
โครงการ, กิจการพัฒนาธุรกิจและบริหารพื้นที่อากาศยาน 2 โครงการ, กิจการพัฒนาระบบจัดการคุณภาพน้ำ 8 โครงการ, กิจการพัฒนาสถานศึกษาของรัฐ 3 โครงการ, กิจการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านสาะรณสุข 6 โครงการ, กิจการพัฒนาด้านยาและอุปกรณ์ทางการแพทย์ 2 โครงการ, กิจการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม 1 โครงการ, กิจการพัฒนาที่อยู่อาศัยผู้มีรายได้น้อยและปานกลาง ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ด้อยโอกาส 4 โครงการ, กิจการพัฒนาระบบขนส่งสินค้าทางราง 1 โครงการ และ กิจการพัฒนาท่าเรือสาธารณะสำหรับขนส่งผู้โดยสาร 1 โครงการ
หากเป็นโครงการที่รัฐบาลจะดำเนินการเองโดยใช้งบประมาณของรัฐ ต้องชี้แจงได้ว่าทำไมรัฐบาลถึงทำได้ดีกว่าให้เอกชนทำ ถ้าไม่มีการชี้แจงให้เป็นทางเลือกหลักคือให้เอกชนและรัฐบาลดำเนินการร่วมกัน แต่สัดส่วนจะเป็นเท่าไหร่นั้น ต้องหารือร่วมกันต่อไป นายกอบศักดิ์ กล่าว
อย่างไรก็ตาม ในอนาคตรัฐบาลต้องลงทุนโครงสร้างพื้นฐานจำนวนมาก และต้องจัดสรรงบประมาณให้เพียงพอ ซึ่งบางโครงการใช้งบลงทุนจำสูง จำเป็นต้องดึงเอกชนเข้ามร่วมลงทุนเพื่อแบ่งเบาภาระภาครัฐ ซึ่งจะทำให้รัฐมีกำลังไปลงทุนโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆได้มากขึ้น โดยเฉพาะ โครงการชลประทาน โครงการดูแลคุณภาพน้ำ และสถานศึกษาของรัฐ ซึ่ง 3 โครงการนี้ รัฐบาลต้องการเปิดให้เอกชนเข้ามาร่วมลงทุน เพราะอดีตเป็นการลงทุนโดยภาครัฐทั้งหมด
ทั้งนี้ ภายใต้แผนยุทธศาสตร์ดังกล่าวมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย กระทรวงการคลัง กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงพลังงาน กระทรวงสาธารณสุข และสำนักงบประมาณ พิจารณาแล้วเห็นควรให้ความเห็นชอบร่างยุทธศาสตร์ฯตามที่คณะกรรมการนโยบายฯ เสนอให้กระทรวงการคลังเห็นควรให้คณะกรรมการนโยบายฯ กำกับดูแลให้หน่วยงานเจ้าของโครงการและเจ้ากระทรวงสังกัดติดตามการดำเนินโครงการในกิจการภายใต้ร่างยุทธศาสาตร์ฯอย่างใกล้ชิด และสำนักงบประมาณ เห็นควรให้กำหนดลำดับความสำคัญและความเร่งด่วน รวมทั้งจัดลำดับการดำเนินกิจการต่างๆ โดยพิจารณาขีดความสามารถในการดำเนินการของหน่วยงานของรัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องด้วย
นอกจากนี้ การพิจารณารายการโครงการในกิจการภายใต้ร่างแผนยุทธศาสตร์ฯ ที่เสนอในครั้งนี้ พบว่า มีกิจการที่ยังไม่ได้ระบุโครงการที่อยู่ภายใต้กิจการ จำนวน 6 โครงการ ได้แก่ กิจการพัฒนาระบบชลประทาน,กิจการพัฒนาโครงข่ายโทรคมนาคม,กิจการพัฒนาระบบอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง,กิจการพัฒนาที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจดิจิทัล,กิจการพัฒนาศูนย์การประชุมขนาดใหญ่ และกิจการพัฒนาท่าอากาศยาน อีกทั้ง มีหลายโครงการที่ยังไม่มีความชัดเจนในเรื่องของเงินลงทุน โดยเฉพาะโครงการภายใต้กิจการพัฒนาที่อยู่อาศัยผู้มีรายได้น้อยและปานกลาง ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ด้อยโอกาส
ดังนั้น จึงเห็นควรให้กระทรวงเจ้าสังกัดและหน่วยงานเจ้าของโครงการ เร่งศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการและรูปแบบการให้เอกชนร่วมลงทุน เพื่อเสนอโครงการที่จะให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐตามร่างแผนยุทธศาสตร์ฯ รวมถึงแจ้งความคืบหน้าของโครงการที่ยังไม่มีความชัดเจนในเรื่องของเงินลงทุนให้คณะกรรมการนโยบายฯทราบต่อไป









ไม่มีความคิดเห็น: