วันศุกร์ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

การวิเคราะห์อัตราส่วนทางการเงิน (Ratio Analysis)

การวิเคราะห์อัตราส่วนทางการเงิน (Ratio Analysis)
1.การวิเคราะห์สภาพคล่องทางการเงิน (Liquidity Ratio)
1.1 อัตราส่วนเงินทุนหมุนเวียนหรืออัตราส่วนสภาพคล่อง (Current Ratio) 
อัตราส่วนทุนหมุนเวียน (Current Ratio) = สินทรัพย์หมุนเวียน (CA) /หนี้สินหมุนเวียน (CL) 
วัด ความสามารถในการชำระหนี้ระยะสั้น ถ้าค่าที่คำนวณได้สูงเท่าใด แสดงว่า บริษัทมีสินทรัพย์หมุนเวียนที่ประกอบไปด้วย เงินสด ลูกหนี้ และสินค้าคงเหลือมากกว่าหนี้ระยะสั้น ทำให้คล่องตัวในการชำระหนี้ระยะสั้นมีค่อนข้างมาก โดยปกติ อัตราส่วน 2 : 1 ถือว่าเหมาะสมแล้ว
1.2 อัตราส่วนทุนหมุนเวียนเร็ว (Quick Ratio or Acid Test Ratio) 
อัตราส่วนทุนหมุนเวียนเร็ว (Quick Ratio) = (สินทรัพย์หมุนเวียน – สินค้าคงเหลือ) /หนี้สินหมุนเวียน 
หรือ( Quick Ratio = CA - Inventory )/CL 
เป็น การวัดส่วนของสินทรัพย์ที่ได้หักค่าสินค้าคงเหลือ ที่เป็นสินทรัพย์ระยะสั้นและมีความคล่องตัวในการเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ต่ำสุด ออก เพื่อให้ทราบถึงสภาพคล่องที่แท้จริงของกิจการได้ โดยปกติอัตราส่วน 1 : 1 ถือว่าเหมาะสมแล้ว
1.3 อัตราการหมุนเวียนของลูกหนี้ (Account Receivable Turnover) 
อัตราหมุนเวียนของลูกหนี้ (Account Receivable Turnover) 
A/R Turnover = ขายเชื่อสุทธิ หรือใช้ยอดขายรวม (ครั้ง หรือ รอบ) /ลูกหนี้ถัว เฉลี่ย 
ลูกหนี้ถัว เฉลี่ย = (ลูกหนี้ต้นงวด + ลูกหนี้ปลายงวด )/ 2 
หากค่าที่คำนวณได้ มีค่าสูง แสดงถึงความสามารถในการบริหารลูกหนี้ให้แปลงสภาพเป็นเงินสดได้เร็ว
1.4 ระยะเวลาถัวเฉลี่ยในการเรียกเก็บหนี้ (Average Collection Period) 
ระยะเวลาถัวเฉลี่ยในการเรียกเก็บหนี้ (Avg. Collection Period) (วัน) = 365 วัน /อัตราหมุนเวียนของลูกหนี้ 
ยิ่งต่ำยิ่งดี
แสดงให้เห็นถึงระยะเวลาในการเรียกเก็บหนี้ว่าสั้นหรือยาว เพื่อให้ทราบถึงคุณภาพของลูกหนี้ 
ประสิทธิภาพในการเรียกเก็บหนี้ และนโยบายในการให้สินเชื่อทางธุรกิจ
1.5 อัตราการหมุนเวียนของสินค้าคงเหลือ (Inventory Turnover) 
อัตราการหมุนเวียนของสินค้าคงเหลือ (Inventory Turnover) = ต้นทุนสินค้าขาย (COGS) /สินค้าคงเหลือเฉลี่ย (Avg. Inventory) 
สินค้าคงเหลือเฉลี่ย =( สินค้าต้นงวด + สินค้าปลายงวด )/ 2 
หากค่าคำนวณได้สูง ย่อมแสดงถึงความสามารถในการบริหารการขายสินค้าได้เร็ว
1.6 ระยะเวลาในการจำหน่าย (ขาย) สินค้า 
ระยะเวลาในการจำหน่าย (ขาย) สินค้า(วัน) = 365 (วัน) /อัตราหมุนเวียนของสินค้า (Inventory Turnover) 
ยิ่งขายได้เร็ว (ระยะเวลาสั้น) ยิ่งดี
2.ความสามารถในการหากำไร (Profitability Ratio)
1.1 อัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) 
1.2 อัตรากำไรจากการดำเนินงาน (Operating Profit Margin) 
1.3 อัตรากำไรสุทธิ (Net Profit Margin) 
1.4 อัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้น (Return On Equity or ROE)
อัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin)(%) = ขายสุทธิ - ต้นทุนขาย หรือ SALES - COGS / ขายสุทธิ SALES 
= กำไรขั้นต้น หรือ Gross Profit /ขายสุทธิ SALES 
ยิ่งสูงยิ่งดี
อัตรากำไรจากผลการดำเนินงาน(Operating Profit Margin)(%) = กำไรจากการดำเนินงาน(Operating Profit Margin) /ขายสุทธิ (SALES)
ยิ่งสูงยิ่งดี
อัตรากำไรสุทธิ (Net Profit Margin)(%) = กำไรสุทธิ (Net Profit) /ขายสุทธิ (SALES) 
ยิ่งสูงยิ่งดี แสดงให้เห็นประสิทธิภาพในการดำเนินงานของบริษัทในการทำกำไร หลังจากหักต้นทุนค่าใช้จ่ายรวมทั้งภาษีเงินได้หมดแล้ว
ผลตอบแทนผู้ถือหุ้น (ROE %) = กำไรสุทธิ (Net Profit) /ส่วนของผู้ถือหุ้น (Equity) 
ยิ่ง สูงยิ่งดี แสดงให้เห็นว่าเงินลงทุนในส่วนของเจ้าของ จะได้รับผลตอบแทนกลับคืนมาจากการดำเนินการของกิจการนั้นในอัตราส่วนเท่าไร หากมีค่าสูง แสดงถึงประสิทธิภาพในการหากำไรสูงด้วย
Dupont Equation 
ROE (%) = NP (or EAT) = (EAT/SALES) (SALES/ASSETS) (ASSETS/EQUITY) /Equity 
หรือ ROE (%) =รายได้จากการขาย สินทรัพย์ทั้งหมด= กำไรสุทธิ X รายได้จากการขาย X สินทรัพย์ทั้งหมด / ส่วนของผู้ถือหุ้น 
= (ความสามารถในการหากำไร) (การใช้เงินทุน) (ความสามารถในการหาทุน) 
หรือ สมการนี้เท่ากับ 
ROE (%) = (Net Profit Margin) (Total Asset Turnover) (Financial Leverage)
3. อัตราส่วนแสดงประสิทธิภาพในการทำงาน (Efficiency Ratio)
อัตราผลตอบแทนจากสินทรัพย์รวม (ROA)(%) = กำไรสุทธิ (Net Profit) /สินทรัพย์รวม (Total Assets) 
ยิ่ง สูงยิ่งดี เป็นการวัดความสามารถในการทำกำไรของสินทรัพย์ทั้งหมดที่ธุรกิจใช้ในการ ดำเนินงาน ว่าให้ผลตอบแทนจากการดำเนินงานได้มากน้อยเพียงใด หากมีค่าสูง แสดงถึงการใช้สินทรัพย์อย่างมีประสิทธิภาพ
อัตราผลตอบแทนจากสินทรัพย์ถาวร (ROFA) = กำไรสุทธิ (Net Profit or NP) /รวมสินทรัพย์ถาวร (Fix Assets) 
อัตราหมุนเวียนของสินทรัพย์ถาวร (Fixed Asset Turnover) 
อัตราหมุนเวียนของสินทรัพย์ถาวร (Fixed Asset Turnover)(ครั้ง) = ขายสุทธิ (SALES) /สินทรัพย์ถาวร (Fixed Asset) 
ยิ่งสูงยิ่งดี
อัตราการหมุนเวียนของสินทรัพย์รวม (Total Assets Turnover) 
อัตราส่วนการหมุนเวียนของสินทรัพย์รวม (Total Assets Turnover) (ครั้งหรือเท่า) = ขายสุทธิ (SALES) /สินทรัพย์รวม (Total Assets) 
จำนวน ครั้งสูง ดี เป็นอัตราส่วนที่แสดงถึงประสิทธิภาพในการใช้สินทรัพย์ทั้งหมด (TA) เมื่อเทียบกับยอดขาย (SALES) ถ้าอัตราส่วนนี้ต่ำ แสดงว่า บริษัทมีสินทรัพย์มากเกินความต้องการ
4. อัตราส่วนวิเคราะห์นโยบายทางการเงิน (Leverage Ratio or Financial Ratio)
เพื่อให้ทราบถึงแหล่งที่มาของเงินทุนว่ามาจากหนี้สินหรือส่วนของเจ้าของ ว่ามีมากน้อยเพียงใด 
อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (Debt/Equity Ratio) (เท่า) = หนี้สินรวม (Total Debt) /ส่วนของเจ้าของ (Equity) 
ยิ่งต่ำ ยิ่งดี แสดงให้เห็นถึงความเสี่ยงในด้านเจ้าหนี้และเจ้าของกิจการ ถ้าอัตราส่วนสูง 
แสดงว่า กิจการมีความเสี่ยงจากการกู้ยืมเงินมาใช้ในการดำเนินกิจการ
ความ สามารถในการจ่ายดอกเบี้ย (Interest Coverage) (เท่า) = {กำไรสุทธิ (NP) + ภาษีเงินได้ (Tax) - ดอกเบี้ยจ่าย(Interest)} /ดอกเบี้ยจ่าย (Interest) 
เป็นการวัดความสามารถของธุรกิจในการจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ ผลคำนวณออกมามีค่าสูง แสดงว่าธุรกิจมีความสามารถในการจ่ายดอกเบี้ยสูง
อัตราการจ่ายเงินปันผล (Dividend Payout) = เงินปันผลต่อหุ้น (Dividend /share) /กำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS) 
แสดงถึงนโยบายการจ่ายเงินปันผลของธุรกิจ 
อัตราส่วนที่กล่าวมาเป็นเครื่องมือในการวิเคราะห์หลักทรัพย์ด้วยปัจจัยพื้นฐาน เพื่อท่านจะได้พิจารณางบการเงินได้ในระดับหนึ่ง
สัญญาณเตือนภัยจากการวิเคราะห์งบการเงิน 
1.ขาดทุนมากๆ และติดต่อกันหลายปี 
2.ระยะเวลาการเก็บหนี้นานขึ้น 
3.อัตราหนี้สินต่อส่วนของเจ้าของสูงขึ้นเร็วมาก 
4.สินค้าคงคลังสูงมากผิดปกติ 
5.ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น 
6.ยอดขายสูงขึ้น แต่กำไรลดลง 
7.หนี้สูญเพิ่มขึ้น 
8.รายงานผู้สอบบัญชีผิดปกติ เปลี่ยนผู้สอบบัญชีใหม่ 
9.ขายสินทรัพย์ของบริษัท เพื่อสร้างกำไรให้เข้าเป้าในระยะสั้น

ขอบคุณ : www.pawoot.com

ปรากฎการณ์

ปรากฎการณ์ หุ้นขึ้นวอลุ่มหาย 
.
.
.
ผมเคยเขียนเรื่อง Volume Spread Analysis for Dummies แจกลงเพจเมื่อนานมาแล้ว คิดว่าราวๆ 5 ปีที่แล้วได้ !
.
หนึ่งในแพตเทิร์นของวอลุ่มที่เป็นสุดยอดรูปแบบของหุ้นขึ้นคือ "หุ้นขึ้นวอลุ่มหาย" หรือ Volume leads price during a bull move วอลุ่มลักษณะนี้มักจะเกิดขึ้นกับหุ้นที่มี demand สูงมากๆ ในขณะที่ supply ของตัวมันต่ำ
.
หุ้นที่เกิด pattern ลักษณะนี้ มักจะเป็นหุ้นที่ผลประกอบการดีถึงดีมาก มุมมองต่อตัวกิจการดีสุดๆ ฟรีโฟลตต่ำ และ ณ จุดเริ่มแรกของรอบขาขึ้นจะมีปริมาณซื้อขายเข้ามาหนาแน่น แล้วราคาหุ้นจะขยับขึ้นไปเรื่อย(หลายเด้ง)ด้วยวอลุ่มการซื้อขายที่ลดลงเรื่อยๆ ซึ่ง COL ก็มีลักษณะดังกล่าว
.
เราติดตามหุ้นตัวนี้มานาน เพราะพื้นฐานกิจการดี งบการเงินแข็งแกร่ง เพียงแต่ประสบปัญหาชั่วคราวที่รอการแก้ไข ลองย้อนไปอ่าน @280759 

#SIRStockCheckUp #COL อยากจะโต ก็ต้องฆ่า ! https://goo.gl/xOVZpq 
.
และหลังจากนั้น จนแทบจะลืมมันไปแล้ว สัญญาณบางอย่างจากวอลุ่มการซื้อขายก็เข้ามา การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญได้เริ่มต้นขึ้น
.
#SIRStockCheckBack 
#SIRCaseStudy #COL Big Change - การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ https://goo.gl/aLGqhe @060660 
.
ถ้าเรารู้ business model ของกิจการที่เราติดตามอยู่บ้างและมีทักษะเรื่องดูฐานราคาหุ้น เราจะต้องรีบเข้าไป update ข้อมูลของหุ้นตัวนี้ทันที
.
ในตอนนั้น ถ้า COL มีการตัดธุรกิจออนไลน์ออกไปจริง แล้วมองกำไรปรกติของปี 2560 2561 ก็จะพบว่า แม้ราคาที่พุ่งขึ้นมาจาก 30 มาที่ 40 กว่าบาทก็ยังไม่แพง แม้ก่อนราคาหุ้น spike ขึ้นมา P/E 25 P/BV 1.8 หลังจากเกิดข่าวดีจะมาเทรดที่ P/E 36 P/BV 37 เท่าก็ตาม แต่นั่นมันหลอกตา เพราะยังไม่ได้ตัดส่วนที่ขาดทุนออกไป ยิ่งหากเรามองลงไปในงบก็จะเห็นว่าบริษัทมีงบดุลที่แข็งแกร่งมาก หนี้ไม่มี มี negative cash cycle อีกต่างหาก และตัวเลขที่ไม่มีให้ดูใน set.or.th คือ price to sale ratio ตอนนั้นอยู่แค่ 1 เท่ากว่าๆ จากประสบการณ์แล้วผมก็คิดว่า ราคาหุ้นมันยังไม่ได้สะท้อนความแข็งแกร่งตัวกิจการเท่าไหร่ ในตอนนั้นก็ไม่รู้เรื่องธุรกิจใหม่กับเคอรี่หรือเรื่องคลังสินค้า กะคร่าวๆก็ได้ราคาในใจคือ ปีนี้ราคาเหมาะสมควรอยู่ที่ 60-65 บ. ปีหน้าหวังได้ถึง 90 บ. ซึ่งมันก็เป็นแค่การกะคร่าวๆคิดเองเออเอง ไม่มีหลักวิชาการมารองรับ แม้หุ้นจะ spike ขึ้นมาจาก 30 บ. นั่นก็ไม่ใช่เหตุผลที่เราจะต้องกลัว 
.
แต่ท่านจะสังเกตว่า เวลาสรุปพื้นฐานหรือบทความหุ้นรายตัวลงไป ผมจะไม่มีการชี้นำเรื่องราคาเป้าหมาย(แต่ข้อมูลหลายๆตัวก็สามารถนำไปคำนวณต่อเองได้) หรือระบุเป้าหมายราคาอะไรลงไป เพราะผมมองว่ามันเป็นเรื่องอันตราย เป็นพฤติกรรมที่มีความเสี่ยงกึ่งชี้นำจูงจมูก(ดร.วิศิษฐุ์ ดร.นิเวศน์ มองธุรกิจขาดๆ ในรายการ business model ยังไม่เคยพูดเรื่องราคาเป้าหมายนู้นนี้เลย) มันเหมือนชี้เป้าที่แปลกๆพิกล อีกทั้งมันก็ติดขัดเรื่องกฎระเบียบของตลาด 
.
ระยะสั้นมันอาจสนุกที่บอกราคาเป้าหมายที่น่าตื่นเต้น ยิ่งบอกเป้าไกลมากยิ่งน่าเร้าใจ ค่อยๆสร้างการรับรู้ให้สาวก ต้อนเค้าเข้ามา กระตุ้นให้โลภ แต่พอเราโลภเราจะหลงลืมอะไรบางอย่างไป ความหวังดีอาจจะกลายเป็นประสงค์ร้าย ลูกเพจที่แห่ตามมาซื้อระยะสั้นๆอาจสนุก แต่มองยาวๆก็พินาศกันมาเยอะแล้วครับ 
.
.
เราจะต้องไม่ให้ใครมาชี้นำ พยายามฝึกฝนด้วยตัวเอง อ่านพื้นฐานกิจการ ติดตามข้อมูลเชิงคุณภาพให้มากๆ แล้วพยายามฝึกการเข้าซื้อให้ถูกจุด(ทั้งพื้นฐานและเทคนิค) เมื่อเข้าซื้อถูกจุดก็จะทำให้อะไรๆสบายขึ้นเยอะ ราคาเป้าหมายไม่ได้สำคัญ พอมีกำไรแล้วก็รู้จัก lock กำไรตามสมควรบ้าง(ถ้าขี้เกียจมองอนาคตมาก) ถ้าเราหาหมูอ้วนมาขายได้บ่อยๆ เดี๋ยวพอร์ตเราจะค่อยๆอ้วนไปเองครับ Description: https://www.facebook.com/images/emoji.php/v9/f4c/1/16/1f642.png:-)








ความรู้ทางการเงิน การลงทุน และการบัญชี (25/10/60)
Capitalism paradigm and the Principle of a Sufficient Economy
แนวคิดแห่งหลักเศรษฐกิจพอเพียงกำลังเป็นแนวคิดที่มีบทบาทและอิทธิพลต่อสังคมไทยกว้างขวางขึ้น มีผู้บริหารและนักลงทุนจำนวนมากยังมองว่าแนวคิดทั้งสองแนวทางยากต่อการเดินมุ่งสู่เป้าหมายเดียวกัน พบว่าส่วนใหญ่มีสาเหตุจาก 
1.
ผู้บริหารและนักลงทุนจำนวนมาก มุ่งที่กำไรมากๆ ไว้ก่อน ผู้บริหารเน้นสร้างตัวเลขกำไรมากๆ เพื่อให้ราคาหุ้นขึ้นสูงๆ ส่วนนักลงทุนก็เน้นข่าวบริษัททำกำไรไตรมาสหน้าสูงๆ มุ่งเน้นแต่ทำส่วนต่างราคา กำไรมากๆ เร็วๆ ด้านหนึ่งก็บอกว่าความยั่งยืนคือเศรษฐกิจพอเพียง แต่แนวคิดและการปฏิบัติไปคนละทาง ยังมีความเข้าใจเกี่ยวกับความหมายแท้จริงของเศรษฐกิจและที่มุ่งเพียงเรื่องของเม็ดเงินอย่างเดียว
2.
ความเข้าใจเรื่องทุนยัง focus หรือมองเพียงทุนทางการเงิน วัดทุนในมิติ เงินเท่านั้น
3.
ขาดความเข้าใจในเรื่องหลักเศรษฐกิจพอเพียง หรือเข้าใจแต่นำมาเชื่องโยงกับวิทยาการบริหารแนวใหม่ไม่ได้
4.
ยังเข้าใจแนวคิดการบริหารยังไม่มากพอในเชิงบูรณการทางทฤษฎี
5.
มองการพัฒนาเติบโตในมิติของเศรษฐกิจพอเพียงกับกับเศรษฐกิจทุนนิยมต่างกัน
เมื่อตั้งคำถามพื้นฐานที่สุดว่า เป้าหมายหรือวัตถุประสงค์ของธุรกิจคืออะไร คำตอบที่ได้ส่วนใหญ่จะตอบเหมือนกันหมดคือกำไร นั่นแสดงว่ามุมมองต่อทุนนิยมยังคงมองทุนเพียงตัววัดค่าทางการเงิน หรือทุนทางการเงิน (Financial Capital) และมองผลที่วัดได้เพียงระยะสั้นเพราะงบการเงินจะวัดผลอย่างน้อยปีละครั้งหรือบางทีอาจจะมากว่านั้นเช่นวัดผลการดำเนินงานไตรมาสละครั้ง แต่ในมุมมองการบริหารแนวคิดใหม่จะมุ่งวัตถุประสงค์ไปที่การสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผู้มีส่วนร่วมกับกิจการในระยะยาวอย่างมั่นคง (Sustainable Stakeholders’ Value Creation) ทุนในแนวคิดใหม่ไม่ใช่เพียงทุนทางการเงิน แต่ทุนในแนวคิดใหม่ครอบคลุมไปถึงทุนทางปัญญา เรื่องนี้เป็นหัวข้อที่ต้องถกประเด็นกันยาว
อนาคตของทุนนิยมจะเปลี่ยนไปจากระบบทุนนิยมเดิมที่เป็นอยู่
-
ทุนนิยมเดิมในปัจจุบัน คือระบบที่ใช้เงินตราวัดค่า เงินถือเป็นตัววัดสำคัญเพราะใช้ตีค่าสิ่งที่จะนำมาแลกเปลี่ยนกัน เพราะทรัพยากรที่มนุษย์มีความอยากได้มีจำกัด
-
ระบบทุนนิยม (เดิม) คือระบบที่คนกลุ่มหนึ่งทำงานอย่างหนักเพื่อคนอีกกลุ่มหนึ่ง และหวังว่าตัวเองอนาคตจะร่ำรวยบ้าง ความเพียรความขยันเป็นสิ่งที่ดี หากแต่ถ้าขยันเพราะเพียงอยากร่ำรวยอาจไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้องในชีวิต ความเพียรและความพยายามเป็นสัญลักษณ์ของการแสดงความดีงาม
-
ระบบทุนนิยม (เดิม) ทำให้คนเราหมดเวลาไปกับเรื่องงานมากกว่าความเป็นชีวิตที่มีอะไรมากกว่าคำว่า งานและเงิน 
ความคิดใหม่ต่อระบบทุนนิยม
-
เดิมเน้นที่การสร้างมูลค่าให้เจ้าของเงิน หรือที่นิยมสอนกันคือ maximize shareholders’ wealth or building shareholders’ value
-
แนวคิดใหม่ต้องมองทั้งเพื่อตนเองและผู้อื่นไปพร้อมกัน บนแนวคิดตัวตนและสิ่งแวดล้อมไม่เป็นสองแยกจากกัน นั่นคือเปลี่ยนจาก ผู้ถือหุ้นเป็นผู้มีส่วนได้เสีย (stakeholder) นั่นคือจะมุ่งไปสู่ Sustainable Stakeholders’ Value Creation การสร้างคุณค่าที่เพิ่มขึ้นให้กับผู้มีส่วนได้เสียในทุกมิติขององค์กร
-
ระบบความคิดเดิมบ่อเกิดแห่งความมั่งคั่งอยู่ที่ ที่ดิน เงิน มูลค่าทรัพย์สินที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
-
ปัจจุบันบ่อเกิดแห่งความมั่งคั่งเป็นสมอง ปัญญา และทักษะของคน
-
จากทุน financial capital => intellectual capital คำถามคืออะไรคือทุนของธุรกิจในยุคใหม่และใครเป็นเจ้าของทุน
- Capital = Financial + Intellectual 
; Intellectual = Human + Structural
- Capital = Financial + Human + Structural
- Capital = Financial + Human + Information + Organizational 
- Human Capital = Skill + Knowledge + Training
- Information = System + Database + Network Description: https://www.facebook.com/images/emoji.php/v9/fa5/1.5/16/1f642.png
(= IT + Process (supp chain mgt) + Customer)
- Organization = Culture + Leader + Teamwork + Alignment 
การเลือกธุรกิจหรือเป้าหมายธุรกิจก็จะต้องเปลี่ยนไปจากเพียงการทำกำไรสูงสุด (Maximize Profit) มาเป็น Make Profit, Generate Cash Flow and Stay Solvency
การนำเอาแนวคิดใหม่ไปสู่การพัฒนาธุรกิจให้เกิดหลักเศรษฐกิจพอเพียง จากแนวคิดดังกล่าวที่สรุปมานั้น หากนำมาเทียบกับหลักแห่งเศรษฐกิจพอเพียงซึ่งมีองค์ประกอบคือ พึ่งพาตนเอง พอประมาณ มีเหตุผล มีภูมิคุ้มกันตนเอง 
-
พอประมาณ ไม่ใช่การมีกำไรน้อยกำไรมาก แต่ต้องเป็นกำไรที่ยั่งยืน บริษัทที่สร้างความมั่งคั่งให้นักลงทุนระดับโลก หรือนักลงทุนชั้นนำ ไม่ใช่บริษัทที่สร้างกำไรสูงสุด แต่เป็นบริษัทที่ทำกำไรได้ต่อเนื่องยั่งยืน การทำกำไรสูงนั้นดี แต่กำไรที่เติบโตที่นิ่งและมั่นคงสำคัญกว่า นั่นคือทำไม่คนที่เรียนกับผม จึงมักได้ฟังว่าผมเน้นความนิ่งของการเติบโตต่อเนื่อง ไม่ชอบพวกกระโดดขึ้น มากๆ (และพวกนี้จะมีลงด้วยเสมอ)
-
พึ่งพาตนเอง ธุรกิจที่ดีคือการเติบโตแบบ Organic Growth เติบโตด้วย Existing Assets ที่สร้าง Real Operating Profit ถ้าหลานท่านที่เรียนจะทราบดีว่าผมให้เน้นหุ้นที่เติบโตแบบ Organic Growth
-
มีเหตุผล ความมีเหตุมีผลคือทุกกิจกรรมต้องมีหลักคิดที่ถูกต้องเหมาะสม มีหลักการที่ดี กิจการที่โต หรือกำไรมากๆแล้ว แต่ขาดหลักการที่ดี ดูไม่สมเหตุสมผล เช่นซื้อหุ้นคืนเพื่อสร้างราคา เพิ่ม EPS สำหรับผมแล้วไม่ใช่การสร้างความยั่งยืนของธุรกิจ ต่อให้หุ้นขึ้นก็อยู่ได้ไม่นาน ผมไม่สนใจหุ้นเหล่านี้เลย คนเรียนกับผมก็จะทราบดีว่าผมไม่เคยมีมุมมองบวกกับธุรกิจ นอกจากนี้การพึ่งพาตนเองคือการมี Cash Flow ที่แข็งแกร่ง ไม่ใช่ run ธุรกิจไปได้ด้วยหนี้ ไม่ว่าจะหนี้สถาบันการเงินหรือหนี้จากการค้า (ก่อหนี้ได้ แต่ต้องเหมาะสม พอประมาณ)
-
มีภูมิคุ้มกันตนเอง คือความพร้อมที่จะจัดการกับผลกระทบที่เกิดขึ้นจากทั้งภายนอกและภายใน กิจการที่มีภูมิคุ้นกันต้องมี โครงสร้างทางการเงินแข็งแกร่ง มี Moats
นั่นคือการพิจารณาหุ้นที่ดีบนหลักของการดำเนินธุรกิจบนหลักเศรษฐกิจพอเพียง และต้องพร้อมด้วยการใช้ทั้งความรู้ ความเข้าใจ (รอบรู้ รอบคอบ ระมัดระวัง) ผนวกกับ คุณธรรม (ซื่อสัตย์ สุจริต ขยัน อดทน แบ่งปัน) หากคนที่อบรมกับผมมาอย่างต่อเนื่องจะรู้ว่าผมเน้นสอนเช่นนี้มาตลอด และจะยังคงสอนตลอดไป เพราะผมเชื่อว่านี่คือการลงทุนที่ถูกต้องยั่งยืนโดยแท้จริง คนที่เข้าใจ หลักของ Make Profit, Generate Cash Flow and Stay Solvency และเรื่องนิ่ง กับ Organic Growth ได้อย่างสอดประสานกัน จะเข้าใจภาพธุรกิจที่เหมาะสมการลงทุนระยะยาว
ซึ่งหากพิจารณาแนวคิดที่ทุนนิยมและโลกในยุคใหม่ที่จะดำเนินไป จะเห็นได้ชัดว่าในหลักการพื้นฐานโดยแท้จริงนั้นเป็นแนวทางเดียวกัน ไม่ได้ขัดแย้งกันแต่อย่างใดทั้งเป้าหมายและวิธีการ และเพื่อให้ธุรกิจสามารถบรรลุเป้าหมายในระยะยาว







(Oct 25) ดึงเอกชนร่วมโครงการขนาดใหญ่เปิดลงทุน'พีพีพี'1.62ล้านล้าน : ครม.เห็นชอบแผนยุทธศาสตร์การให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการรัฐ ปี 2560-2564 จำนวน 55 โครงการ วงเงิน 1.62 ล้าน เพิ่มขึ้นจากแผนเดิมปี 2558-2562 วงเงิน 1.41 ล้านบาท จำนวน 65 โครงการ เปิดทางเอกชนขับเคลื่อนโครงการลงทุนขนาดใหญ่
นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)วานนี้ (24ต.ต.) เห็นชอบปรับจัดทำรายการโครงการในกิจการภายใต้ร่างแผนยุทธศาสตร์การให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ หรือ พีพีพี พ.ศ. 2560-2564 (Project Pipeline) โดยมีเป้าหมายการจัดทำโครงการลงทุน จำนวน 55 โครงการ มูลค่าการลงทุน 1.62 ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นการปรับเพิ่มขึ้น 210,000 ล้านบาท
จากแผนยุทธศาสตร์เดิมที่กำหนดไว้ในปี 2558-2562 ที่มีกิจการที่เหมาะสมให้ใช้รูปแบบพีพีพี จำนวน 65 โครงการ มูลค่าการลงทุน 1.41 ล้านล้านบาท
โดยประมาณการลงทุนข้างต้นเป็นการประมาณการจาก Project Pipeline ซึ่งคณะกรรมการนโยบายฯ ได้พิจารณาทบทวนรายการโครงการฯ เพื่อให้รายการโครงการและสถานะของโครงการเป็นปัจจุบัน รวมถึงเพื่อให้สอดคล้องกับระยะเวลาของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 และการพัฒนาโครงการในแต่ละกิจการจะต้องคำนึงถึงความเชื่อมโยงของขอบเขตงาน เพื่อไม่ให้มีการลงทุนซ้ำซ้อน และประชาชนสามารถได้รับบริการสาธารณะอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งเพื่อให้การดำเนินโครงการมีประสิทธิภาพสูงสุด
สำหรับกิจการที่เหมาะสมให้เอกชนมีส่วนร่วมในการลงทุน ภายใต้ร่างแผนยุทธศาสตร์พีพีพี ฉบับใหม่ ประกอบด้วย 22 กิจการ แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ 1.กลุ่มกิจการที่สมควรให้เอกชนมีส่วนร่วมในการลงทุน หรือ Opt-out มี 4 กิจการ จำนวน 16 โครงการ แบ่งเป็น กิจการพัฒนาระบบขนส่งมวลชนทางรางในเมือง 7 โครงการ, กิจการพัฒนาถนนที่มีการเก็บค่าผ่านทางในเมือง 1 โครงการ, กิจการพัฒนาท่าเรือสาธารระสำหรับขนส่งสินค้า 6 โครงการ, กิจการพัฒนาระบบรถไฟความเร็วสูง 2 โครงการ
2. กลุ่มกิจการที่รัฐส่งเสริมให้เอกชนมีส่วนร่วมในการลงทุน หรือ Opt-in มี 18 กิจการ จำนวน 39 โครงการ ประกอบด้วย กิจการพัฒนาถนนที่มีการเก็บค่าผ่านทางระหว่างเมือง 7 โครงการ, กิจการพัฒนาสถานีขนส่งบรรจุแยกและกระจายสินค้า 3 โครงการ, กิจการพัฒนาระบบตั๋วร่วม
1
โครงการ, กิจการพัฒนาธุรกิจและบริหารพื้นที่อากาศยาน 2 โครงการ, กิจการพัฒนาระบบจัดการคุณภาพน้ำ 8 โครงการ, กิจการพัฒนาสถานศึกษาของรัฐ 3 โครงการ, กิจการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านสาะรณสุข 6 โครงการ, กิจการพัฒนาด้านยาและอุปกรณ์ทางการแพทย์ 2 โครงการ, กิจการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม 1 โครงการ, กิจการพัฒนาที่อยู่อาศัยผู้มีรายได้น้อยและปานกลาง ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ด้อยโอกาส 4 โครงการ, กิจการพัฒนาระบบขนส่งสินค้าทางราง 1 โครงการ และ กิจการพัฒนาท่าเรือสาธารณะสำหรับขนส่งผู้โดยสาร 1 โครงการ
หากเป็นโครงการที่รัฐบาลจะดำเนินการเองโดยใช้งบประมาณของรัฐ ต้องชี้แจงได้ว่าทำไมรัฐบาลถึงทำได้ดีกว่าให้เอกชนทำ ถ้าไม่มีการชี้แจงให้เป็นทางเลือกหลักคือให้เอกชนและรัฐบาลดำเนินการร่วมกัน แต่สัดส่วนจะเป็นเท่าไหร่นั้น ต้องหารือร่วมกันต่อไป นายกอบศักดิ์ กล่าว
อย่างไรก็ตาม ในอนาคตรัฐบาลต้องลงทุนโครงสร้างพื้นฐานจำนวนมาก และต้องจัดสรรงบประมาณให้เพียงพอ ซึ่งบางโครงการใช้งบลงทุนจำสูง จำเป็นต้องดึงเอกชนเข้ามร่วมลงทุนเพื่อแบ่งเบาภาระภาครัฐ ซึ่งจะทำให้รัฐมีกำลังไปลงทุนโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆได้มากขึ้น โดยเฉพาะ โครงการชลประทาน โครงการดูแลคุณภาพน้ำ และสถานศึกษาของรัฐ ซึ่ง 3 โครงการนี้ รัฐบาลต้องการเปิดให้เอกชนเข้ามาร่วมลงทุน เพราะอดีตเป็นการลงทุนโดยภาครัฐทั้งหมด
ทั้งนี้ ภายใต้แผนยุทธศาสตร์ดังกล่าวมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย กระทรวงการคลัง กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงพลังงาน กระทรวงสาธารณสุข และสำนักงบประมาณ พิจารณาแล้วเห็นควรให้ความเห็นชอบร่างยุทธศาสตร์ฯตามที่คณะกรรมการนโยบายฯ เสนอให้กระทรวงการคลังเห็นควรให้คณะกรรมการนโยบายฯ กำกับดูแลให้หน่วยงานเจ้าของโครงการและเจ้ากระทรวงสังกัดติดตามการดำเนินโครงการในกิจการภายใต้ร่างยุทธศาสาตร์ฯอย่างใกล้ชิด และสำนักงบประมาณ เห็นควรให้กำหนดลำดับความสำคัญและความเร่งด่วน รวมทั้งจัดลำดับการดำเนินกิจการต่างๆ โดยพิจารณาขีดความสามารถในการดำเนินการของหน่วยงานของรัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องด้วย
นอกจากนี้ การพิจารณารายการโครงการในกิจการภายใต้ร่างแผนยุทธศาสตร์ฯ ที่เสนอในครั้งนี้ พบว่า มีกิจการที่ยังไม่ได้ระบุโครงการที่อยู่ภายใต้กิจการ จำนวน 6 โครงการ ได้แก่ กิจการพัฒนาระบบชลประทาน,กิจการพัฒนาโครงข่ายโทรคมนาคม,กิจการพัฒนาระบบอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง,กิจการพัฒนาที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจดิจิทัล,กิจการพัฒนาศูนย์การประชุมขนาดใหญ่ และกิจการพัฒนาท่าอากาศยาน อีกทั้ง มีหลายโครงการที่ยังไม่มีความชัดเจนในเรื่องของเงินลงทุน โดยเฉพาะโครงการภายใต้กิจการพัฒนาที่อยู่อาศัยผู้มีรายได้น้อยและปานกลาง ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ด้อยโอกาส
ดังนั้น จึงเห็นควรให้กระทรวงเจ้าสังกัดและหน่วยงานเจ้าของโครงการ เร่งศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการและรูปแบบการให้เอกชนร่วมลงทุน เพื่อเสนอโครงการที่จะให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐตามร่างแผนยุทธศาสตร์ฯ รวมถึงแจ้งความคืบหน้าของโครงการที่ยังไม่มีความชัดเจนในเรื่องของเงินลงทุนให้คณะกรรมการนโยบายฯทราบต่อไป