1.
absolute advantage theoryความได้เปรียบสัมบูรณ์; การได้เปรียบสัมบูรณ์
ในเรื่องของการค้าระหว่างประเทศ Adam Smith เสนอแนวคิดว่า หากความสามารถในการผลิตสินค้าและบริการของประเทศหนึ่ง ดีกว่าอีกประเทศหนึ่ง อาจจะโดยการใช้ปัจจัยการผลิตเท่ากัน แต่ได้ผลผลิตมากกว่าอีกประเทศหนึ่ง หรืออาจจะได้สินค้าและบริการเท่ากัน โดยที่ใช้ปัจจัยการผลิตน้อยกว่าอีกประเทศหนึ่ง ก็ถือว่ามีความได้เปรียบสัมบูรณ์ในการผลิตสินค้าชนิดนั้นๆ ดังนั้นเมื่อประเทศ 2 ประเทศ (สมมติ) มีการผลิตสินค้าต่างกัน 2 ชนิด แต่ละประเทศต่างมีความได้เปรียบสัมบูรณ์ ในการผลิตสินค้าต่างชนิดกัน จะทำให้แต่ละประเทศผลิตสินค้าที่ตนมีความได้เปรียบสัมบูรณ์ ทำให้เกิดการค้าระหว่างประทศขึ้นแต่หากประเทศหนึ่งมีความได้เปรียบสัมบูรณ์ในการผลิตสินค้าทั้ง 2 ชนิด ในทางทฤษฎีจะไม่เกิดการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งไม่เป็นจริง ดังนั้นในเวลาต่อมา David Ricardo จึงได้เสนอทฤษฎีความได้เปรียบเปรียบเทียบ (Comparative Advantage Theory) มาอธิบายแทน
ความได้เปรียบเปรียบเทียบ; ความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบ
การที่ประเทศหนึ่ง สามารถผลิตสินค้าและบริการ ได้ดีกว่าอีกประเทศหนึ่งในสินค้าทั้ง 2 ชนิดที่ประเทศทั้งสองผลิต คือมีความได้เปรียบสัมบูรณ์ ซึ่งในทฤษฎีความได้เปรียบสัมบูรณ์ ไม่ทำให้เกิดการค้าระหว่างประเทศขึ้น แต่ David Ricardo เสนอว่า แม้ประเทศหนึ่งจะไม่มีความได้เปรียบสัมบูรณ์ในการผลิตสินค้าชนิดใดเลย แต่ก็ยังได้รับประโยชน์จากการทำการค้าระหว่างประเทศอื่นได้ โดยประเทศนั้นจะเลือกผลิตสินค้าที่ตนมีความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบมากที่สุด และนำเข้าสินค้าที่ตนมีความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบน้อยกว่าประเทศอื่น ทำให้ยังมีการค้าระหว่างประเทศต่อไป และก่อให้เกิดารแบ่งงานกันทำระหว่างประทศได้
2.
ad valorem taxภาษีตามมูลค่า
ภาษีที่คำนวณเป็นร้อยละของมูลค่าสินค้า ad valorem เป็นภาษาลาตินแปลว่า "ตามมูลค่า" ยกตัวอย่าง สินค้าราคา 1000 บาท เก็บภาษีร้อยละ 15 คิดเป็นจำนวนภาษีเท่ากับ 150 บาท ข้อดีของภาษีชนิดนี้คือจำนวนภาษีที่เก็บได้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจ มีความเป็นธรรมเพราะเก็บตามมูลค่าของสินค้า ส่วนข้อเสียคือการคำนวฯมีความยุ่งยากในการประเมิณมูลค่าของสินค้าที่จะต้องเสียภาษี และเปิดช่องทางให้พ่อค้าและเจ้าหน้าที่ศุลกากรทุจริตได้ง่ายกว่าการเก็บภาษีตามสภาพ ( specific tax ) ภาษีตามมูลค่าใช้กับภาษีการขาย ภาษีทรัพย์สินและภาษีนำข้า
Source: พจนานุกรมศัพท์เศรษฐศาสตร์ สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์Syn: advalorem duty, advalorem tariff
3.
aggregate demand curveเส้นอุปสงค์มวลรวม
ในทฤษฎีว่าด้วยการกำหนดรายได้ดุลยภาพของสำนักคลาสิก เส้นอุปสงค์มวลรวม แสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างรายได้ประชาชาติดุลยภาพระดับต่างๆ และราคาสินค้าระดับต่างๆ จุดต่างๆ บนเส้นอุปสงค์มวลรวม แสดงถึงสภาวะที่ความต้องการใช้จ่ายมวลรวมเท่ากับรายได้ประชาชาติ และความต้องการถือเงินเท่ากับปริมาณเงิน นั่นคือทำให้เกิดดุลยภาพในตลาดลผลิต และตลาดเงิน
Source: พจนานุกรมศัพท์เศรษฐศาสตร์ สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์See also:
►aggregate supply curve4.
aggregate supply curveaggregate supply curve
เส้นอุปทานมวลรวม
เส้นที่แสดงความสัมพันธ์ระหว่างผลผลิตรวมที่ระบบเศรษฐกิจผลิตขึ้นมา และระดับต่างๆของราคาสินค้าโดยทั่วไป ( general price level ) เส้นอุปทานมวลรวมอาจแบ่งเป็น 2 แบบ คือ (1) เส้นอุปทานมวลรวมระยะสั้น สร้างจากข้อสมมติว่า ในระยะสั้นราคาปัจจัยการผลิตอยู่คงที่ และ (2) เส้นอุปทานมวลรวมระยะยาว มีข้อสมมติว่า ราคาปัจจัยการผลิตมีการเปลี่ยนแปลง เส้นอุปทานมวลรวมอยู่ในทฤษฎีว่าด้วยการกำหนดรายได้ดุลยภาพของสำนักคลาสสิก ส่วนในทฤษฎีของสำนักเคนส์ใช้เส้น 45 องศา ในการวิเคราะห์ร่วมกับเส้นการใช้จ่ายมวลรวม
Source: พจนานุกรมศัพท์เศรษฐศาสตร์ สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์See also:
►aggregate demand curve5.
Anti-dumping codeข้อตกลงว่าด้วยการตอบโต้การทุ่มตลาด
ข้อตกลงที่ประเทศภาคีแกตต์ (GATT) ร่วมลงนามในการเจรจารอบเคนเนดีของแกตต์ปี ค.ศ.1967 โดยยินยอมให้ประเทศภาคีใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดสำหรับสินค้าที่เข้าไปจำหน่ายในประเทศของตน สหรัฐมิได้ลงนามในข้อตกลงนี้ในรอบเคนเนดี ความหมายทั่วไปของการทุ่มตลาด คือ เมื่อประเทศหนึ่งส่งสินค้าชนิดหนึ่งเข้าไปจำหน่ายยังอีกประเทศหนึ่งด้วยราคาที่ต่ำกว่าที่ควรจะเป็น หากประเทศผู้นำเข้าเห็นว่าสินค้าที่สั่งเข้ามาจำหน่ายในประเทศของตน มีการตั้งราคาต่ำที่สะท้อนถึงการทุ่มตลาด ก็สามารถตอบโต้ด้วยการเก็บภาษีขาเข้าให้เท่ากับความแตกต่างระหว่างราคาส่งออกของประเทศผู้ส่งออก กับราคาขายภายในประเทศผู้นำเข้า (import levy) ทั้งนี้แต่ละประเทศจะออกกฎหมายป้องกันการทุ่มตลาด (anti-dumping law) ตามความเหมาะสม
6.
appreciationการเพิ่มค่า; ค่าเงินแข็งค่าขึ้น
มี 2 ความหมายคือ (1) ทรัพย์สินมีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น กล่าวคือราคาตลาดของทรัพย์สินนั้นเพิ่มขึ้นอันเนื่องมาจากสาเหตุต่าง ๆ อาทิ ภาวะเงินเฟ้อ การเพิ่มอุปสงค์ต่อทรัพย์สินนั้น ฯลฯ และ (2) เงินตราของประเทศหนึ่งมีค่าสูงขึ้นเมื่อแลกเปลี่ยนกับเงินตราสกุลอื่น ยกตัวอย่าง สมมติว่าปีที่แล้วเงิน 27 บาท แลกได้ 1 ดอลลาร์ สรอ. แต่ปีนี้เงิน 25 บาท แลกได้ 1 ดอลลาร์ สรอ. แสดงว่าเงินบาทมีค่าสูงขึ้นเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์ สรอ. หากเงินบาทมีค่าสูงขึ้นมากและต่อเนื่องเป็นเวลานาน ก็จะมีผลกระทบต่อการค้าระหว่างประเทศของไทย กล่าวคือ สินค้าออกของไทจะมีราคาสูงขึ้นในสายตาผู้ซื้อในต่างประเทศ เพราะผู้ซื้อต้องจ่ายเงินตราของตนในจำนวนมากขึ้น ทำให้สินค้าไทยไม่สามารถแข่งขันกับสินค้าในตลาดต่างประเทศ ขณะเดียวกันเป็นการส่งเสริมให้สั่งสินค้าเข้ามากขึ้น เพราะสามารถซื้อสินค้าเข้าโดยจ่ายเงินบาทเป็นจำนวนน้อยลง
Source: พจนานุกรมศัพท์เศรษฐศาสตร์ สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
7.
Auctionsการประมูลราคา; การขายทอดตลาด
การประมูล , การขายทอดตลาดวิธีการซื้อขายทรัพย์สินแบบหนึ่ง มีนายหน้า หรือคนกลาง มีการประกาศให้ผู้สนใจทราบ และต้องซื้อขายในสถานที่เปิดเผย มีการกำหนดหลักเกณฑ์การซื้อขายไว้แน่นอนชัดเจน ผู้ซื้อที่ให้ราคาสูงสุด จะมีสิทธิ์ซื้อสินค้านั้น ทรัพย์สินที่นำมาประมูลขายทอดตลาดมักได้แก่ อสังหาริมทรัพย์ (สิ่งปลูกสร้างและที่ดิน) สังหาริมทรัพย์ (เช่นเครื่องประดับสูงค่า โบราณวัตถุ เป็นต้น) ทรัพย์สินทางการเงิน (เช่น หุ้น และตราสารหนี้ เป็นต้น) การประมูลทรัพย์สิน 2 ประเภทแรกแบ่งเป็น 2 วิธี วิธีหนึ่งนายหน้าจะตั้งราคาครั้งแรกเป็นราคาขั้นต่ำ แล้วให้ผู้ซื้อประมูลราคาแข่งขันกันจนถึงระดับราคาที่ผู้ขายพอใจ นายหน้าก็จะแสดงการตกลงผู้ให้ราคาสูงสุด (the high bidder) จะเป็นผู้ซื้อสินค้านั้น อีกวิธีหนึ่งเรียกว่า Dutch auction นายหน้าจะตั้งราคาครั้งแรกไว้สูง แล้วก็ค่อยๆ ลดราคาลง หากลดราคาลงถึงระดับหนึ่งยังไม่มีผู้ซื้อ ก็ต้องยกเลิกการประมูลทรัพย์สินรายการนั้นการซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ก็ใช้วิธีการประมูลราคา โดยมีการประมูลสู้ราคากัน 2 ทาง (two-way auction) ทั้งด้านผู้ซื้อ และด้านผู้ขาย เพื่อให้ฝ่ายผู้ซื้อ และผู้ขายได้ราคาดีที่สุดตามภาวะตลาด
1.
BANGKOK INTERNATIONAL BANKING FACILITIESวิเทศธนกิจกรุงเทพ
ตัวกลางในการระดมเงินทุนจากต่างประเทศ ซึ่งเป็นแหล่งที่มีเงินทุนเหลือใช้ ไปสู่ที่ที่ต้องการเงินทุน เป็นการดำเนินงานในตลาดต่างประเทศ ให้เชื่อมโยงกับตลาดเงินภายในประเทศ การดำเนินงาน แบ่งเป็น 3 ลักษณะ คือ1)out-out financing การจัดสรรเงินทุนต่างประเทศไปสู่ประเทศอื่น2)out-in financing การระดมเงินทุน จากต่างประเทศเข้ามาใช้ในประเทศ และ3)in-out financing การระดมเงินทุนภายในประเทศ ไปใช้ในต่างประเทศสถาบันการเงินที่จะดำเนินการ BIBF ได้ จะต้องได้รับอนุมติจากธนาคารกลางแห่งประเทศไทย ตามคุณสมบัติที่กำหนด สถาบันรับอนุญาตสามารถรับฝาก และกู้ยืมเงินตราต่างประเทศ และปล่อยกู้เป็นเงินตราต่างประเทศได้
2.
Basis Pointบิ๊บส์
1 บิ๊บส์ หรือ 1 Basis Point มีค่าเท่ากับ 0.01% หรือ 1 ส่วน 100 ของ 1 เปอร์เซ็นต์ เป็นหน่วยที่ใช้ในการวัดมูลค่าการเปลี่ยนแปลงของ อัตราดอกเบี้ย อัตราแลกเปลี่ยน และอัตราผลตอบแทนจากการลงทุนในตราสารหนี้ หรือ Yield นั่นเอง เนื่องจากโดยปกติแล้ว Yield จะเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงทีละไม่มาก ในวงการซื้อขายตราสารหนี้ ถ้าพูดกันว่า “วันนี้ Yield ขึ้นไป 5 บิ๊บส์ ก็จะหมายถึง การที่ Yield เพิ่มสูงขึ้น 5 Basis Point เช่นถ้าเดิม Yield อยู่ที่ 4.28% ก็แสดงว่า วันนี้ Yield เพิ่มสูงขึ้นเป็น 4.33% หรือถ้า Yield ลงไป 150 บิ๊บส์ ก็จะกลายเป็น 2.78% นั่นเอง
3.
balance of paymentsbalance of payments
ดุลการชำระเงิน
ดุลการชำระเงิน มีชื่อเต็มว่าดุลการชำระเงินระหว่างประเทศ ( international balance of payments ) เป็นบัญชีบันทึกการรับและการจ่ายเงินตราต่างประเทศสืบเนื่องจากการแลกเปลี่ยนทางเศรษฐกิจระหว่างผู้ที่มีภูมิลำเนาในประเทศหนึ่ง กับผู้ที่มีภูมิลำเนาในประเทศอื่น ๆ ในช่วงระยะเวลาหนึ่งดุลการชำระเงินประกอบด้วยบัญชีหลัก 2 บัญชี คือ บัญชีเดินสะพัด (current account) และ บัญชี- การเงิน (capital and financial account )
Source: พจนานุกรมศัพท์เศรษฐศาสตร์ สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์See also:
►current account4.
balance of tradeดุลการค้า
เรียกอีกชื่อว่า visible account บัญชีบันทึกมูลค่าสินค้าออกและสินค้าเข้าของประเทศหนึ่งกับประเทศอื่น ๆ ดุลการค้าแสดงเฉพาะรายการสินค้า (merchandise balance) เท่านั้น ไม่รวมบริการ (service) หากมีการรวมบริการด้วยเราเรียกว่า ดุลบัญชีสินค้าและบริการ (good and services balance) ดุลการค้าของประเทศใดประเทศหนึ่งมักมีสภาพ 3 กรณีคือ (1) ดุลการค้าเกินดุล (favorable) แสดงว่ามูลค่าสินค้าออกมีมากกว่ามูลค่าสินค้าเข้า (2) ดุลการค้าขาดดุล (unfavorable) แสดงว่ามูลค่าสินค้าเข้ามีมากกว่ามูลค่าสินค้าออก และ (3) ดุลการค้าสมดุล ในกรณีของไทยดุลการค้ามีภาวะขาดดุลมาโดยตลอดตั้งแต่ปี พ.ศ. 2499 ตามปกติมีการพิมพ์เผยแพร่ตัวเลขดุลการค้าเป็นรายเดือน รายไตรมาส รายครึ่งปี และรายปี โดยธนาคารแห่งประเทศไทย
Source: พจนานุกรมศัพท์เศรษฐศาสตร์ สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
5.
Behavioural Economicsเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม
เป็นแนวคิดที่อธิบายถึงพฤติกรรมมนุษย์ในการตัดสินใจทางเศรษฐกิจ โดยกลุ่มที่เรียกว่า เรียกว่า Behaviouralists ซึ่งไม่เชื่อว่ามนุษย์มีเหตุมีผล รู้ว่าตนเองต้องการอะไร และสิ่งที่ต้องการเป็นประโยชน์ต่อตนเอง มีความเข้าใจในเรื่องการเลือก ฯลฯ ซึ่งนักจิตวิทยาชื่อ Daniel Kahneman เป็นผู้บุกเบิกแนวคิดนี้จนได้รับรางวัลโนเบล สาขาเศรษฐศาสตร์ ในปี ค.ศ.2002 ซึ่งขัดแย้งกับแนวความคิดที่มีอิทธิพลมานาน ของนักเศรษฐศาสตร์สำนัก Classic และ Neoclassics ที่เชื่อว่า มนุษย์เป็นผู้มีเหตุมีผล (Fundamentally Rational) และมีประสิทธิภาพในการตัดสินใจเกี่ยวกับทางเศรษฐกิจ เพื่อให้ตนได้รับประโยชน์ แนวคิด Behaviouralists เป็นแนวคิดที่ท้าทายแนวคิดดั้งเดิม เขาได้ชี้ให้เห็นว่ามนุษย์ในฐานะมนุษย์เดินดิน (Homo Sapiens) กับมนุษย์ในฐานะสัตว์เศรษฐกิจ (Home Economucus) ตามที่คิดว่าเป็นกันมาดั้งเดิมนั้นแตกต่างกัน มนุษย์เดินดินอาจมีเหตุผลในพื้นฐาน แต่เมื่อต้องตัดสินใจในฐานะสัตว์เศรษฐกิจแล้ว จะมีพฤติกรรมไม่เหมือนกันคือไม่มีเหตุมีผล
Source:
HOMO SAPIENS V.S. HOMO ECONOMUCUSSee also:
►Economic Man,
►Economucus6.
Black Fridayวิกฤตการรณ์ในตลาดหุ้น
คือวันศุกร์ที่ 11 พฤษภาคม ค.ศ.1866 อันเป็นวันที่นายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ชื่อ Overend, Eperney & Co. แห่งประเทศอังกฤษล้มละลาย ทำให้วงการเงินในลอนดอน และศูนย์กลางการเงินนอกกรุงลอนดอนสั่นสะเทือนมาก ต่อมาใช้คำนี้ในความหมายถึงภาวะวิกฤตในตลาดหลักทรัพย์ในช่วงเวลาอื่นๆ แต่เปลี่ยนชื่อวันตามที่เกิดภาวะวิกฤต อาทิ Black Monday
7.
Bondsพันธบัตร; หุ้นกู้
เป็นตราสารกู้ยืมเงินที่ผู้ออกตราสาร สัญญาว่าจะจ่ายเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยให้แก่ผู้ถือเมื่อครบกำหนด หรือจ่ายดอกเบี้ยเป็นงวดๆ แล้วแต่จะตกลงกัน (ทั้งนี้การออกพันธบัตร หรือหุ้นกู้ เป็นทางเลือกหนึ่งของผู้ออกตราสาร เพื่อหลีกเลี่ยงการกู้เงินจากธนาคาร) คำนี้ใช้มาตั้งแต่สมัยกลาง (คริสต์ศตวรรษที่ 5-15) ในระยะแรกมีการออกพันธบัตรสำหรับที่ดิน ต่อมามีการออกพันธบัตรสำหรับผู้ผลิตที่นำสินค้าเข้าคลังสินค้าฑัณฑ์บน (Bonded Warehouse) โดยมีเงื่อนไขบางประการ เช่น ต้องจ่ายภาษีขาเข้า เป็นต้น หรือเพื่อใช้พันธบัตรเป็นหลักทรัพย์ประกันตัวผู้ต้องหา (bail bond) หากผู้หาไม่มาศาล ศาลก็จะยึดพันธบัตรดังกล่าว อนึ่งคำว่าพันธบัตรใช้กับภาครัฐบาล หากเป็นตราสารที่ออกโดยภาคเอกชนเรียกว่า หุ้นกู้ (Corporate bonds) ในประเทศไทยกระทรวงการคลัง โดยธนาคารแห่งประเทศไทย และรัฐวิสาหกิจเป็นผู้ออกพันธบัตรเพื่อขายให้ประชาชน พันธบัตรที่ออกโดยรัฐบาลนั้น ประชาชนสามารถนำไปขายก่อนครบกำหนดได้ โดยผู้ซื้ออาจหักส่วนลดไป ราคาพันธบัตรมีความสัมพันธ์เชิงผกผันกับอัตราดอกเบี้ย การถือพันธบัตร หรือเงินสดนั้นขึ้นอยู่กับอัตราดอกเบี้ย ถ้าอัตราดอกเบี้ยลดต่ำลง จะมีการขายพันธบัตรและหันมาถือเงินสดแทน ในกรณีตรงกันข้าม ถ้าหากอัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น จะการซื้อพันธบัตรมากขึ้น พันธบัตรรัฐบาล หรือหุ้นกู้ที่ออกโดยบริษัทชั้นดี (blue-chip companies) ถือได้ว่ามีความเสี่ยงต่ำ ซึ่งยกเว้นหุ้นกู้ ที่ให้ผลตอบแทนสูงๆ ที่ออกตราสารโดยบริษัทที่ไม่น่าเชื่อถือ ที่เรียกว่า Junk bond
8.
bondพันธบัตร; หุ้นกู้
เป็นตราสารกู้ยืมเงินที่ผู้ออกตราสารสัญญว่าจะจ่ายเงินต้นพร้อมดอดเบี้ยให้แก่ผู้ถือเมื่อครบกำหนด หรือจ่ายดอดเบี้ยเป็นงวด ๆ แล้วแต่จะตกลงกัน คำนี้ใช้มาตั้งแต่สมัยกลาง (คริสต์ศตวรรษที่ 5-15) ในระยะแรกมีการออกพันธบัตรสำหรับที่ดิน ต่อมามีการออกพันธบัตรสำหรับผู้ผลิตที่นำสินค้าเข้าคลังสินค้าทัณฑ์บน (bond warehouse) โดยมีเงื่อนไขบางประการ เช่น ต้องจ่ายภาษีขาเข้า เป็นต้น หรือเพื่อใช้พันธบัตรเป็นหลักทรัพย์ประกันตัวผู้ต้องหา (bail bond) หากผู้ต้องหาไม่มาศาล ศาลก็จะยึดพันธบัตรดังกล่าว อนึ่ง คำว่าพันธบัตรใช้กับภาครัฐบาล หากเป็นตราสารที่ออกโดยภาคเอกชนเรียกว่า หุ้นกู้ ในประเทศไทยกระทรวงการคลังโดยธนาคารแห่งประเทศไทยและรัฐวิสาหกิจเป็นผุ้ออกพันธบัตรเพื่อขายให้ประชาชน พันธบัตรที่ออกโดยรัฐบาลนั้นประชาชนสามารถนำไปขายก่อนครบกำหนดได้ โดยผู้ชื้ออาจหักส่วนลดไป ราคาพันธบัตรมีความสัมพันธ์เชิงผกผันกันอัตราดอกเบี้ย การถือพันธบัตรหรือเงินสดนั้นขึ้นอยู่กับอัตราดอกเบี้ย ถ้าอัตราดอกเบี้ยลดต่ำลง จะมีการขายพันธบัตรและหันมาถือเงินสดแทน ในกรณีตรงกันข้าม ถ้าอัตราดอดเบี้ยสูงขึ้น จะมีการซื้อพันธบัตรมากขึ้น
Source: พจนานุกรมศัพท์เศรษฐศาสตร์ สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
9.
boycottบอยคอตต์; การคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ
การคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ, การปิดล้อมทางเศรษฐกิจ มักเรียกทับศัพท์ว่า บอยคอตต์ ลักษณะการพร้อมใจกันไม่ค้าขายหรือไม่ติดต่อใด ๆ ในเชิงเศรษฐกิจ ทั้งนี้อาจใช้ในกรณีการซื้อขายสินค้าภายในประเทศ หรือการติดต่อทางเศรษฐกิจระหว่าประเทศ คำนี้มาจากชื่อกัปตัน Boycott ผู้ชึ่งพ่อค้าอังกฤษในไอร์แลนด์ไม่ยินยอมค้าขายด้วยในช่วงที่มีข้อพิพาทเรื่องค่าเช่าที่ดินในไอร์แนด์เมื่อปี ค.ศ. 1880 การลอยคอตต์นอกจากใช้กับบุคคลที่สองแล้ว ยังอาจเกี่ยวข้องกับบุคคลที่สามหรือประเทศที่สามได้ ยกตัวอย่างสหประชาชาติประณามการเหยียดผิวของรัฐบาลสหภาพแอฟริกาใต้และสนอให้บอยคอตต์ประเทศนี้โดยไม่ให้ทำการค้าด้วย เพื่อกดดันให้รัฐบาลผิวขาวของสหภาพแอฟริกาใต้ยกเลิกการเหยียดผิวที่กระทำต่อชาวพื้นเมืองและใน ค.ศ. 1990 สหประชาชาติได้ลงมติบอยคอตต์ประเทศอิรัก เพื่อบีบให้อิรักถอนกำลังออกจากประเทศคูเวต
Source: พจนานุกรมศัพท์เศรษฐศาสตร์ สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
10.
BRETTON WOODS systemระบบเบรตตันวูดส์
ใน ค.ศ.1944 ตัวแทนจากรัฐบาลต่างๆ 40 ประเทศ ประชุมกันที่เมือง Bretton Woods รัฐ New Hampshire เพื่อหาทางฟื้นฟูระบบการเงินระหว่างประเทศของโลก ที่ถูกทำลายไปในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 และการแก้ปัญหาอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศ ผลการประชุมครั้งนั้นทำให้มีการก่อตั้งกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund) และธนาคารโลกในเวลาต่อมา สหรัฐอเมริกา และสหราชอาณาจักรเป็นผู้นำในการก่อตั้งสถาบันการเงินระวห่างประเทศทั้งสองนี้ John Maynard Keynes และ Henry Dexter White เป็นผู้ร่างแผนการในการฟื้นฟูระบบการเงินของโลกซึ่งเรียกว่าระบบ IMF ทั้งนี้โดยให้มีกองทุนการเงินระหว่างประเทศเป็นองค์กรหลัก มีการกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนคงที่ (Fixed exchange rate) เคลื่อนไหวได้ 1% และสามารถปรับได้ (pegged adjustment) เมื่อมีปัญหาของดุลบัญชีดุลการชำระเงินระหว่างประเทศ ซึ่งเรียกอีกชื่อหนึ่งว่าระบบมาตราปริวรรตทองคำ (gold exchange standard) ใช้ทองคำเป็นฐานในการกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนทั่วโลก โดยเทียบค่าผ่านดอลลาร์ สหรัฐอเมริกา กล่าวคือ ทองคำ 1 ออนซ์แลกได้ 35 ดอลลาร์สหรัฐ เงินดอลลาร์สหรัฐจึงกลายเป็น เงินสกุลหลัก (key currency) ของระบบนี้ตั้งแต่นั้นมา นอกจากนี้ประเทศต่างๆ สามารถกู้ยืมเงินจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศตามสิทธิที่กำหนด เพื่อรักษาเสถียรภาพเงินตราของตน อย่างไรก็ตาม ระบบนี้ก็สิ้นสุดลงเมื่อสหรัฐอเมริกาประกาศยกเลิกการรับแลกทองคำกับเงินดอลลาร์สหรัฐใน ค.ศ.1971 (เมื่อสหรัฐมีปัญหาทางเศรษฐกิจ และมีปัญหาขาดเงินในการทำสงครามเวียดนาม ประธานาธิบดีสหรัฐ Richard Nixon ได้ลดค่าเงินดอลลาร์ ทำให้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนตายตัว ขาดความน่าเชื่อถือ และเมื่อถึงปี ค.ศ. 1973 เงินสกุลหลักๆ ของโลกก็เปลี่ยนเป็นระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบลอยตัว โดยกำหนดโดยกลไกตลาด
See also:
►gold exchange standard11.
bubble economyเศรษฐกิจฟองสบู่
เศรษฐกิจที่แสดงอัตราการเติบโตของ GNP ในระดับสูง แต่ขาดการพัฒนาความแข็งแกร่งในด้านการผลิต ดังนั้นอัตราเพิ่มระดับสูงของ GNP จึงปรากฏขึ้นเพียงชั่วระยะเวลาหนึ่งไม่นานภาวะเศรษฐกิจก็จะต้องกลับสู่ภาวะเดิม เศรษฐกิจฟองสบู่มักเกิดจากค่านิยมของประชาชนที่อยากรวย แต่ไม่ประสงค์จะทำงานหนัก เริ่มจากการที่คนกลุ่มหนึ่งร่ำรวยจากการสร้างมูลค่าเพิ่มทางการเงิน คนอื่น ๆ ก็จะแห่ตาม มีการเก็งกำไรทุกรูปแบบอย่างกว้างขวาง ตั้งแต่ หุ้น ที่ดิน อสังหาริมทรัพย์ พันธบัตร ตราสารทางการเงิน สมาชิกสนามกอล์ฟ ฯลฯ และเมื่อ "เศรษบกิจฟองสบู่" สลายตัว ปัญหาต่างๆจะปรากฏขึ้น และต้องใช้เวลานานในการฟื้นฟูแก้ไข
Source: พจนานุกรมศัพท์เศรษฐศาสตร์ สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
1.
Capitalทุน
ในทางเศรษฐศาสตร์ ทุนหมายถึงปัจจัยการผลิตชนิดหนึ่ง เป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นเพื่อใช้ร่วมกับปัจจัยการผลิตอื่น ๆ เพื่อการผลิตสินค้าและบริการ เรียกอีกชื่อหนึ่งว่าสินค้าทุน (capital goods) แบ่งเป็น 2 ประเภทคือ สิ่งก่อสร้าง และเครื่องจักรเครื่องมือ ในกรณีการผลิตทางเกษตร สัตว์ใช้งานต่าง ๆ ถือเป็นปัจจัยทุนเช่นกัน นอกจากนี้ในบางกรณีอาจรวมทรัพยากรมนุษย์ ทุนที่ดิน ทุนวัตถุดิบ (เช่น ถ่านหินของอุตสาหกรรมผลิตถ่านหิน เป็นต้น) ส่วนทุนในทางบัญชีหมายถึงเงินทุน (money capital ) ซึ่งในแง่เศรษฐศาสตร์ถือว่าเป็นเพีงสื่อกลางในการผลิตสินทรัพย์ประเภททุน สินทรัพย์ประเภททุนย่อมแสดงกำลังทางการผลิตที่แท้จริงยิ่งกวาจำนวนเงินทุน ( โดยเฉพาะในเวลาที่ระดับราคาโดยทั่วไปผันผวนมาก ) ดังนั้นในการประเมินกำลังการผลิตของระบบเศรษฐกิจ นักเศรษฐศาสตร์จึงให้ความสำคัญแก่สินค้าทุนยิ่งกว่าเงินทุน
Source: พจนานุกรมศัพท์เศรษฐศาสตร์ สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
2.
capital flightทุนไหลออก; การย้ายหนีของทุน
การที่เงินทุนจำนวนมาก ไหลออกอย่างผิดปกติ(abnormal capital outflows)จากประเทศหนึ่ง ไปยังอีกประเทศหนึ่งอย่างรวดเร็ว ซึ่งมีผู้นิยามไว้ในลักษณะดังนี้- capital flight เป็นทุนไหลออกในสถานการณ์ที่ไม่ปกติ เช่น เกิดวิกฤตการณ์เศรษฐกิจ และการเมือง มีการลดค่าเงินครั้งใหญ่ มีอัตราเงินเฟ้อรุนแรง (hyperinflation) หรือตอบสนองต่อมาตรการควบคุมทุนเคลื่อนย้ายที่รุนแรงมากขึ้น เป็นต้น ทุนไหลออกภายใต้สถานการณ์ไม่ปกติเช่นนี้ มักเป็นการไหลออกทางเดียว ไม่ไหลเข้า และเป็นการไหลออกที่มีขนาดใหญ่และรุนแรง- capital flight เป็นทุนไหลออกเพื่อหลีกเลี่ยงภาษี หลีกเลี่ยงการกำกับตรวจสอบของรัฐบาล- capital flight ในลักษณะทุนไหลออกที่ไม่ได้มีการรายงานไว้ดูเพิ่มเติมที่
http://www.nidambe11.net/ekonomiz/2004q1/article2004march29p3.htmCapital Flight
คอลัมน์ มองซ้ายมองขวา โดย ปกป้อง จันวิทย์ ประชาชาติธุรกิจ หน้า 2 วันที่ 29 มีนาคม 2547 ปีที่ 27 ฉบับที่ 3570 (2770)
ในวงวิชาการเศรษฐศาสตร์การเงินระหว่างประเทศ นักเศรษฐศาสตร์จำนวนไม่น้อยให้ความสำคัญกับ capital flight ในฐานะ "ทุนไหลออก" ที่มีลักษณะแตกต่างจาก capital outflows ทั้งโดยรูปแบบ ขนาด ทิศทาง และปัจจัยผลักดัน
capital flight ถูกศึกษาวิเคราะห์ภายใต้นิยามที่หลากหลาย ซึ่งแต่ละนิยามมีความแตกต่างกันเป็นอย่างมาก ยากจะหาจุดร่วม ในระดับผิวเผิน capital flight อาจหมายถึง "ทุนไหลออกที่มีลักษณะผิดปกติ" (abnormal capital outflows) ขณะที่ capital outflows อาจหมายถึง "ทุนไหลออกที่มีลักษณะปกติ" (normal capital outflows)
ระเบียบวิธีในการคำนวณ capital flight ที่แตกต่างกัน สะท้อนการให้คุณค่ากับ "ความปกติ" หรือ "ความไม่ปกติ" ของทุนไหลออกที่แตกต่างกันของนักวิจัย
บางกลุ่มนิยาม capital flight ว่าคือทุนไหลออกที่ผิดกฎหมาย ขณะที่ capital outflows คือทุนไหลออกที่ถูกกฎหมาย บางกลุ่มให้ความหมาย capital outflows ว่าคือทุนไหลออกที่ถูกรายงานอย่างเป็นทางการ ขณะที่ capital flight คือ ทุนไหลออกที่ไม่ได้มีการรายงานไว้
นอกจากนี้ บางกลุ่มนิยาม "ความเป็นปกติ" ของทุนไหลออก ว่าคือ ทุนไหลออกที่มีแรงจูงใจในการทางธุรกิจเป็นสำคัญ เช่น ทุนไหลออกจากประเทศหนึ่งเพื่อไปลงทุนในแหล่งที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า มีโอกาสช่องทางลงทุนดีกว่า หรือเพื่อต้องการกระจายความเสี่ยงในการถือสินทรัพย์ ขณะที่ capital flight มีความไม่ปกติ ตรงที่ เป็นทุนไหลออกเพื่อหลีกเลี่ยงภาษี หลีกเลี่ยงการกำกับตรวจสอบของรัฐบาล เป็นต้น
บางกลุ่มให้ความแตกต่างระหว่าง capital flight และ capital outflows อยู่ตรงที่ "สถานการณ์เศรษฐกิจ" capital outflows เกิดขึ้นเป็นปกติภายใต้สถานการณ์เศรษฐกิจปกติ เมื่อทุนไหลออกในวันนี้ อาจไหลกลับเข้ามาในวันหน้า แต่ capital flight หมายถึงทุนไหลออกในสถานการณ์ที่ไม่ปกติ เช่น ช่วงวิกฤตการณ์เศรษฐกิจและการเมือง มีการลดค่าเงินครั้งใหญ่ มีอัตราเงินเฟ้อรุนแรง (hyperinflation) หรือตอบสนองต่อมาตรการควบคุมทุนเคลื่อนย้ายที่รุนแรงมากขึ้น เป็นต้น ทุนไหลออกภายใต้สถานการณ์ไม่ปกติเช่นนี้ มักเป็นการไหลออกทางเดียว ไม่ไหลเข้า และเป็นการไหลออกที่มีขนาดใหญ่และรุนแรง
นักเศรษฐศาสตร์บางกลุ่ม ให้คำนิยาม capital flight ในฐานะ "เงินร้อน" (hot money) ซึ่งหมายถึง ทุนที่ตอบสนองอย่างรวดเร็วต่อระดับความเสี่ยงและผลตอบแทนระยะสั้น เช่น ทุนไหลออกเพื่อเก็งกำไรระยะสั้น เป็นต้น
นิยามของ capital flight อีกแนวหนึ่งคือ ทุนไหลออกสุทธิที่ไม่ได้มีการบันทึกไว้ (net unrecorded capital outflow) นั่นคือ capital flight เป็นส่วนหนึ่งของทุนไหลออก แต่เป็นทุนไหลออกในส่วนที่ไม่สามารถบันทึกไว้ได้อย่างเป็นทางการ ซึ่งสามารถคำนวณได้จากผลต่าง "ส่วนที่เหลือ" (residuals) ของทุนไหลเข้าทั้งหมดกับทุนไหลออกที่มีการบันทึกไว้ ทุนไหลออกส่วนที่ไม่ได้มีการบันทึกไว้นี้ถือว่ามีความสำคัญต่อเศรษฐกิจเช่นกัน เนื่องจากสะท้อนให้เห็นถึงทรัพยากรที่สูญเสียไป (ผลผลิต การจ้างงาน) จากการเสียโอกาสที่จะนำทุนที่ได้กลายเป็น capital flight มาใช้ลงทุนภายในประเทศ
งานวิจัยจำนวนมากชี้ว่า ประเทศกำลังพัฒนามีขนาดของ capital flight ที่สูง ซึ่งทวีความรุนแรงของปัญหาการขาดแคลนเงินทุนของประเทศกำลังพัฒนา และลดศักยภาพในการใช้ทรัพยากรและเข้าถึงทุนต่างชาติ อันอาจส่งผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ จากการสูญเสียโอกาสที่จะได้ผลผลิตและการจ้างงานเพิ่ม
หากคำนวณ capital flight ของประเทศไทยในช่วงปี 2523-2543 ตามนิยามทุนไหลออก "ส่วนที่เหลือ" ที่ไม่ได้มีการบันทึกไว้พบว่า โดยเฉลี่ยแล้ว ประเทศไทยมีขนาด capital flight ที่ใหญ่โต ทั้งนี้ ในช่วงทศวรรษแรกและทศวรรษหลัง ลักษณะความผันผวนของ capital flight มีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่ชัดเจน โดยช่วงทศวรรษหลังที่มีการดำเนินนโยบายเปิดเสรีการเงิน capital flight ของเศรษฐกิจไทยมีขนาดใหญ่ขึ้นมาก และมีความผันผวนมากขึ้นด้วย
ผลการประมาณการพบว่า capital flight ที่แท้จริง (real capital flight) ทั้งหมดตลอดสองทศวรรษดังกล่าว มีขนาด 118.1 พันล้านเหรียญสหรัฐ (ณ ระดับราคาปี 2538) หรือ 1.1 เท่าของ GDP ที่แท้จริงของไทยในปี 2543 หากคำนวณรายได้จากอัตราดอกเบี้ยเข้าไว้ด้วย ซึ่งสะท้อนต้นทุนค่าเสียโอกาสทั้งหมดของ capital flight ที่ขาดโอกาสนำเงินส่วนนี้ไปพัฒนาประเทศ สต๊อกของ capital flight จะมีขนาดถึง 155.2 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 1.5 เท่าของขนาด GDP ที่แท้จริงของไทยในปี 2543
ผลที่น่าสนใจที่พบในการศึกษา capital flight ของประเทศไทย ระหว่างปี 2523-2543 คือ
หนึ่ง งานศึกษาพบความสัมพันธ์ที่แนบแน่นระหว่างทุนไหลเข้ากับ capital flight ซึ่งสอดคล้องกับการวิเคราะห์ทั่วไปที่ชี้ว่า ทุนไหลเข้าเป็นปัจจัยผลักดันสำคัญที่ทำให้เกิด capital flight หากมีการสะสมทุนไหลเข้ามากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงเศรษฐกิจเติบโต ทุนย่อมมีความสามารถที่จะไหลออกในอนาคต หากสถานการณ์เศรษฐกิจเป็นไปในทางเลวร้ายลง เช่น ในช่วงวิกฤตการณ์เศรษฐกิจ
ในกรณีของประเทศไทยพบว่า ในช่วงเศรษฐกิจขยายตัว ทุนไหลเข้ามีขนาดใหญ่กว่า capital flight ในขณะที่ช่วงวิกฤตการณ์เศรษฐกิจ capital flight มีขนาดใหญ่กว่าทุนไหลเข้า
สอง คำถามที่น่าสนใจก็คือ อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่สูงมีผลในการลด capital flight หรือไม่ ตามกรอบการวิเคราะห์มาตรฐานเชื่อว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจนำมาซึ่งผลตอบแทนในการลงทุนที่สูง ซึ่งจะช่วยดึงดูดการลงทุนให้อยู่ในประเทศ ในกรณีประเทศไทยพบว่า อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่สูงมีผลช่วยลด capital flight จริง ในทางกลับกัน วิกฤตการณ์เศรษฐกิจ (shocks ทางเศรษฐกิจ) ส่งผลในการเพิ่มขนาดของ capital flight ไม่ว่าจะเป็นช่วงวิกฤตการณ์เศรษฐกิจ ทั้งในช่วง 2526 และ 2540
สาม หลังการเปิดเสรีการเงิน มีการเปลียนแปลงเชิงโครงสร้างที่สำคัญของ capital flight ทั้งในแง่ขนาดและความผันผวนของ capital flight
สี่ capital flight สะท้อนค่าเสียโอกาสของทุนที่สามารถนำมาลงทุนในเศรษฐกิจภายในประเทศ หากคำนวณความสูญเสียของผลผลิตและการจ้างงานจาก capital flight พบว่า ผลผลิตที่หายไปในช่วงสองทศวรรษมีค่าประมาณ 61.5 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 2.3% ของ GDP ตลอดช่วงระยะเวลานั้น อีกทั้ง ในช่วงสองทศวรรษดังกล่าว ผลของ capital flight ทำให้การจ้างงานหายไปประมาณ 6 ล้านตำแหน่ง หรือประมาณ 15% ของการว่างงานทั้งหมดในช่วงเวลาเดียวกัน
หากไม่เกิด capital flight ผลผลิตและการจ้างงานเหล่านี้ย่อมมีส่วนช่วยในการเพิ่มอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ และเกิดการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าอย่างที่ควรจะเป็น นับเป็นผลดียิ่งต่อประเทศกำลังพัฒนา
หมายเหตุ: รายละเอียดของงานศึกษา โปรดดู Beja, Edsel, Pokpong Junvith and Jared Ragusett (2004). “Capital flight from Thailand” in Epstein, Gerald (ed.). Capital Flight and Capital Controls in Developing Countries. Edward Elgar Publishers. (Forthcoming)
ร่างบทความภาษาอังกฤษข้างต้นอยู่ที่
http://www.people.umass.edu/pokpongj/capital.docเศรษฐภาษิต: “ไม่มีความยุติธรรมที่สมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์ในโลกนี้หรอก ... ก็เพราะอย่างนั้นสิ เราถึงต้องใช้ความพยายามเป็นสองเท่า เพื่อให้อย่างน้อยที่สุด ได้ใกล้ความยุติธรรมสมบูรณ์ให้มากที่สุด” (ป๋วย อึ๊งภากรณ์)
ประชาชาติธุรกิจ หน้า 2
3.
cartelคาร์เทล
คาร์เทล, การรวมหัว, การฮั้ว มักเรียกทับศัพท์ว่า คาร์เทล เป็นการรวมหัวของหน่วยธุรกิจเพื่อลดการแข่งขันและเพื่อเพิ่มอำนาจผูกขาดในการขาย ซึ่งทำให้หน่วยธุรกิจที่รวมหัวกันนั้นมีแนวโน้มในการหากำไรได้มากขึ้น การรวมหัวอาจมีข้อตกลงร่วมกันในลักษณะต่าง ๆ ดังนี้ (1) กำหนดราคาร่วมกัน (2)แบ่งสรรลูกค้า (3)แบ่งตลาดโดยแบ่งปริมาณขายหรือแบ่งเขต และ (4) ควบคุมปริมาณผลผลิต ข้อตกลงอาจมีข้อเดียวหรือหลายข้อก็ได้ ผู้ที่ไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงจะถูกลงโทษด้วยวิธีการต่าง ๆ เช่น เพิกถอนใบอนุญาตบางประเภทซึ่งได้รับร่วมกันในนามของกลุ่ม เป็นต้น ตัวอย่าง การรวมหัวดังกล่าวของหน่วยธุรกิจระหว่างประเทศได้แก่ OPEC สำหรับกลุ่มการรวมหัวในประเทศได้แก่ กลุ่มผู้ผลิตถ่านหินและเหล็กกล้าในประเทศเยอรมนี (ตะวันตก) การที่ผู้ผลิตรวมตัวเป็นคาร์เทลนั้นก่อให้เกิดอำนานผูกขาดในการขาย ทำให้ผู้บริโภคต้องแบกภาระในเรื่องราคา ซึ่งมักจะสูงกว่าระดับราคาที่ไม่มีการรวมหัว
Source: พจนานุกรมศัพท์เศรษฐศาสตร์ สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
4.
comparative advantage theoryความได้เปรียบเปรียบเทียบ; ความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบ
การที่ประเทศหนึ่ง สามารถผลิตสินค้าและบริการ ได้ดีกว่าอีกประเทศหนึ่งในสินค้าทั้ง 2 ชนิดที่ประเทศทั้งสองผลิต คือมีความได้เปรียบสัมบูรณ์ ซึ่งในทฤษฎีความได้เปรียบสัมบูรณ์ ไม่ทำให้เกิดการค้าระหว่างประเทศขึ้น แต่ David Ricardo เสนอว่า แม้ประเทศหนึ่งจะไม่มีความได้เปรียบสัมบูรณ์ในการผลิตสินค้าชนิดใดเลย แต่ก็ยังได้รับประโยชน์จากการทำการค้าระหว่างประเทศอื่นได้ โดยประเทศนั้นจะเลือกผลิตสินค้าที่ตนมีความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบมากที่สุด และนำเข้าสินค้าที่ตนมีความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบน้อยกว่าประเทศอื่น ทำให้ยังมีการค้าระหว่างประเทศต่อไป และก่อให้เกิดารแบ่งงานกันทำระหว่างประทศได้
See also:
►absolute advantage theory5.
concentrationการกระจุกตัว
การกระจุกตัวของอุตสาหกรรมหมายถึง ขนาด (size) ที่ธุรกิจจำนวนหนึ่งได้ครอบครองเมื่อเทียบกับขนาดรวมทั้งหมดของตลาดหรืออุตสาหกรรมนั้นๆ “ขนาด” ที่ใช้วัดมีหลายประเภท เช่น ยอดขาย สินทรัพย์ การจ้างงาน เป็นต้น โดยทั่วไปมักใช้ ยอดขาย (sales) เป็นตัววัด ดังนั้นจึงมักเรียกการวัดการกระจุกตัวแบบนี้ว่า seller concentrationประโยชน์ของการวัดการกระจุกตัว เป็นดัชนีตัวหนึ่งที่นำมาใช้วัดโครงสร้างของตลาด คือทำให้เราสามารถรู้ถึงสภาพโครงสร้างของตลาดว่ามีขนาดของการผูกขาดมากน้อยเพียงใดการวัดขนาดของการกระจุกตัว มีดังนี้Concentration Ratio Concentration Curve Lorenz-Curve Gini-Coefficient Herfindahl Index
See also: Concentration Ratio, Concentration Curve, Lorenz-Curve, Gini-Coefficient, Herfindahl Index
6.
current accountบัญชีเดินสะพัด
บัญชีเดินสะพัด เป็นส่วนหนึ่งของบัญชีดุลการชำระเงินระหว่างประเทศ ประกอบด้วย 1)รายการสินค้าและบริการ 2)รายได้ และ 3)เงินโอน ภายในช่วงระยะเวลาหนึ่ง โดยปกติจะจัดทำขึ้นสำหรับช่วงเวลา 1,3,6 เดือน และหนึ่งปี อนึ่ง สินค้าออก และสินค้าเข้าอาจเรียกอีกชื่อหนึ่งว่ารายการที่มองเห็น (visible items) และเรียกอีกบริการว่ารายการที่มองไม่เห็น (inivisible items) อันได้แก่ การขนส่ง การเดินทางและการท่องเที่ยว ส่วนรายได้หมายถึงดอกเบี้ย และเงินปันผลจากการลงทุน สำหรับเงินโอนมีทั้งภาครัฐบาลและเอกชน
Source: พจนานุกรมศัพท์เศรษฐศาสตร์ สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์See also:
►balance of payments1.
deflationภาวะราคาลด; ภาวะเงินฝืด
มีความหมาย (1) ภาวะที่ระดับราคาสินค้าและบริการโดยทั่วไปลดต่ำลงและ (2) การหดตัวของระบบเศรษฐกิจ ระดับการผลิตลดลง และการว่างงานสูงขึ้น สาเกตุการหดตัวอาจเนื่องมาจากปริมาณการใช้จ่ายและ/หรือปริมาณเงินลดลง สำหรับประเทศไทยภาวะราคาลดมักเกี่ยวพันอย่างใกล้ชิดกับตัวแปรทางเศรษฐกิจในภาคต่างประเทศ เช่น รายรับเงินตรงต่างประเทศลดลง ราคาสินค้าส่งออกลดลง อัตราดอกเบี้ยในต่างประเทศเพิ่มขึ้น เป็นต้น เหตุที่ภาวะราคาลดเป็นปัญหาทางเศรษฐกิจ เพราะการลดลงของผลผลิตทำให้ผู้บริโภคมีสินค้าและบริการสำหรับการบริโภคน้อยลง อีกทั้งการว่างงานก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ภาวะราคาลดยังมีผลกระทบต่อการกระจายรายได้ในสังคม กล่าวคือ ผู้ที่มีรายได้คงที่ (เช่น ผู้รับบำนาญ เป็นต้น) จะได้ประโยชน์ในขณะที่เกิดภาวะราคาลด เนื่องจากอำนาจซื้อหรือรายได้ที่แท้จริงของบุคคลกลุ่มนี้จะสูงขึ้น ผู้เป็นเจ้าหนี้ก็ได้ประโยชน์จากภาวะราคาลดเช่นกัน แต่ทว่าผู้เป็นลูกหนี้จะเสียเปรียบเพราะต้องใช้หนี้ด้วยเงินที่มีอำนาจซื้อสูงกว่าเงินที่กู้ยืมไป นอกจากนี้ ภาวะราคาลดยังทำให้เงินออมมีอำนาจซื้อเพิ่มขึ้น ดังนั้นภาวะราคาลดจึงให้ประโยชน์แกผู้ออมโดยทั่วไป
Source: พจนานุกรมศัพท์เศรษฐศาสตร์ สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์See also:
►inflation2.
demandอุปสงค์ดีมานด์
หมายถึง ขอบเขตของปริมาณสินค้า และบริการชนิดใดชนิดหนึ่งที่มีผู้บริโภค ต้องการซื้อ ณ ระดับราคาต่างๆ ของสินค้าชนิดนั้นภายในระยะเวลาใดเวลาหนึ่ง โดยสมมุติให้ปัจจัยอื่นๆ คงที่ ความต้องการ ในที่นี้ต้องประกอบด้วย 1.อำนาจซื้อ(purchasing power หรือ ability to pay)2.ความเต็มใจจะซื้อ หรือความเต็มใจจะจ่าย (Willingness หรือ Willing to pay)ถ้าบุคคลใดบุคคลหนึ่งมีแต่ความต้องการในตัวสินค้าโดยไม่มีเงินที่จะจ่ายซื้อ เราเรียกความต้องการลักษณะนั้นว่า “ความต้องการ (want)” ไม่ใช่ “อุปสงค์ (want)” ดังนั้น องค์ประกอบของอุปสงค์ จะประกอบด้วย อำนาจซื้อ และความเต็มใจจะจ่าย
See also:
►supply3.
demonstration effectการเลียนแบบในการบริโภค
การที่ผู้บริโภคได้เห็นการแสดงสินค้าหรือการบริโภคของผู้อื่นแล้ว เกิดความต้องการที่จะอุปโภคบริโภคสินค้านั้นตามไปด้วย มักใช้ในความหมายว่าเป็นความต้องการที่ไม่สอดคล้องกับฐานะทางการเงินของตน นักเศรษฐศาสตร์ชื่อ James S. Duesenberry เป็นผู้เสนอแนวคิดนี้เพื่อคัดค้านแนวคิดเกี่ยวกับพฤติกรรมการบริโภคที่เสนอโดย John Maynard Keynes ซึ่งระบุว่าระดับการใช้จ่ายเพื่อการบริโภาในช่วงเวลาหนึ่งจะกำหนดโดยระดับรายได้ในช่วงเวลานั้นแต่ Duesenberry แย้งว่าผลแห่งการเลียนแบบอาจทำให้ผู้บริโภคใช้จ่ายมากขึ้นทั้งๆที่รายได้คงที่ และในทางกลับกันเมื่อรายได้ลดลง ผู้บริโภคก็อาจจะรักษาระดับการบริโภคของตนไว้คงเดิม เพราะเคยชินกับมาตรฐานครองชีพในระดับที่สูงอย่างน้อยก็ในช่วงระยะเวลาสั้น ๆ นักเศรษฐศาสตร์ชื่อ Ragnar Nurkse ได้นำแนวคิดนี้ไปประยุกต์กับปัญหาของประเทศด้อยพัฒนา กล่าวคือในยุคที่การสื่อสารและการติดต่อระหว่างประเทศมีความสะดวกรวดเร็วผู้บริโภคในประเทศยากจนมีโอกาสรู้เป็นรูปแบบการบริโภคในประเทศร่ำรวย เป็นเหตให้เกิดการเลียนแบบความเป็นอยู่ของประชาชนในประเทศที่มีความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ โดยมองเฉพาะ "ผล" แห่งความเจริญเท่านั้น ไม่ได้สนใจ "เหตุ" แห่งความเจริญนั้นด้วย ปรากฎการณ์เช่นนี้อาจนำไปสู่การใช้จ่ายเกินตัวและปัญหาการขาดดุลการค้าอย่างรุนแรงได้
Source: พจนานุกรมศัพท์เศรษฐศาสตร์ สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
4.
depressionภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ
ภาวะที่ระบบเศรษฐกิจหดตัวอย่างยืดเยื้อ กิจกรรมทางธุรกิจอยู่ในระดับที่ตกต่ำและระบบเศรษฐกิจโดยทั่วไปอยู่ในภาวะซบเซาอย่างหนัก ระดับการผลิตอาจลดลงหรือคงเดิมหรือเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย การลงทุนใหม่มีน้อย สินเชื่อหดตัวอย่างมาก พร้อมกับปัญหาการว่างงานขยายตัวอย่างรุนแรง ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ (great depression) ที่เกิดขึ้นทั่วโลกครั้งล่าสุดในระหว่าง ค.ศ. 1929-1935 และกล่าวกันว่าเป็นความกดดันส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ปัจจุบันรัฐบาลของนานาประเทศจะเข้าแทรกแซงระบบเศรษฐกิจขอตนและมีการร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อป้องกันมิให้ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำที่เกิดขึ้นในประเทศอุตสาหกรรมประเทศในประเทศหนึ่งแพร่ขยายไปสู่ประเทศอื่น การประชุมของกลุ่มประเทศอุตสาหกรรม G-7 ก็มีจุดมุ่งหมายส่วนหนึ่งเพื่อการนี้ G-7 ประกอบด้วยประเทศหสรัฐอเมริกา แคนาดา อังกฤษ ผรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี และญี่ปุ่น
Source: พจนานุกรมศัพท์เศรษฐศาสตร์ สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
5.
dual economyระบบเศรษฐกิจแบบทวิลักษณ์
ระบบเศรษฐกิจที่มี 2 ลักษณะประกอบกัน ซึ่งเกิดจากสาขาการผลิตต่างๆ มีความทันสมัยไม่เท่ากัน โครงสร้างระบบเศรษฐกิจแบบนี้มักปรากฏในประเทศกำลังพัฒนา Boeke (1953) เริ่มใช้คำนี้เป็นครั้งแรกในการศึกษาสภาพสังคมเศราฐกิจของอินโดนีเซีย ซึ่งได้แบ่งระบบเศรษฐกิจและสังคมเป็น 2 ภาค คือ ภาคดั้งเดิม เช่น ภาคเกษตรกรรม เป็นต้น และภาคทันสมัย เช่น ภาคอุตสาหกรรม เป็นต้น ต่อมา Lewis (1954) ได้สร้างแบบจำลองโครงสร้างระบบเศรษฐกิจเพื่ออธิบายกระบวนการพัฒนา โดุยกำหนดให้ความทันสมัยไม่เท่ากันนี้เป็นจุดเด่นของโครงสร้างดังสร้างดังกล่าว มีการนำลักษณะทวิลักษณ์ไปใช้ในหลายแง่มุม ในการวิเคราะห์โครงสร้างสถาบันของประเทศกำลังพัฒนา ลักษณะทวิลักษณ์ คือ มีภาคเศรษฐกิจหนึ่งที่ยังคงระบบอุปถัมภ์ ขณะที่อีกภาคหนึ่งดำเนินการในระบบค่าจ้างหรือควบคุมโดยกลไลตลาดในการวิเคราห์โครงสร้างเศรษฐกิจโลก ลักษณะทวิลักษณ์ คือ ประเทศต่าง ๆ แบ่งเป็นกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วซึ่งส่วนใหญ่อยู่ทางตอนเหนือ และกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาซึ่งส่วนใหญ่อยู่ทางตอนใต้
Source: พจนานุกรมศัพท์เศรษฐศาสตร์ สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
1.
Economic Manสัตว์เศรษฐกิจ
เป็นแนวความคิดในหมู่นักเศรษฐศาสตร์ ที่เชื่อว่า มนุษย์เป็นผู้มีเหตุมีผล (Fundamentally Rational) และมีประสิทธิภาพในการตัดสินใจเกี่ยวกับทางเศรษฐกิจ เพื่อให้ตนได้รับประโยชน์สูงสุด เช่น สามารถแสวงหาความพอใจสูงสุด จากการมีงบประมาณที่มีจำกัดเสมอ หรือพูดอีกอย่างหนึ่งว่า มนุษย์เดินดินเป็นคนมีเหตุมีผลอย่างไร เวลาตัดสินใจเกี่ยวกับเรื่องเศรษฐกิจก็มีเหตุมีผลไม่ต่างกัน ซึ่งเป็นแนวคิดหลักของเศรษฐศาสตร์ที่มีอิทธิพลมานาน ของสำนัก Classic และ NeoclassicsAdam Smith นักเศรษฐศาสตร์ เคยบอกว่าการที่มนุษย์ทุกคนมีแรงจูงใจ ที่จะแสวงหาประโยชน์สูงสุดของตน จะทำให้สังคมดีขึ้น หรือที่เรารู้จักกันว่า มือที่มองไม่เห็น ( invisible hand )อย่างไรก็ดี ปัจจุบัน แนวคิดอื่นๆ เริ่มเข้ามามีบทบาทในการอธิบายพฤติกรรมทางเศรษฐกิจของมนุษย์ เพิ่มขึ้น เช่น แนวคิดหนึ่ง ของกลุ่มที่เรียกว่า Behaviouralists ซึ่งไม่เชื่อว่ามนุษย์มีเหตุมีผล รู้ว่าตนเองต้องการอะไร และสิ่งที่ต้องการเป็นประโยชน์ต่อตนเอง มีความเข้าใจในเรื่องการเลือก ฯลฯ ซึ่งกลุ่มนี้มี Daniel Kahneman ซึ่งเป็นผู้บุกเบิกแนวคิดนี้จนได้รับรางวัลโนเบล สาขาเศรษฐศาสตร์ ในปี ค.ศ.2002
Source:
HOMO SAPIENS V.S. HOMO ECONOMUCUSSyn:
►EconomucusSee also:
►Behavioural Economics,
►Altruism,
►Charity2.
Economic equilibriumดุลยภาพทางเศรษฐกิจ
ภาวะการณ์ทางเศรษฐกิจที่แสดงว่าปัจจัยต่างๆ ทางเศรษฐกิจที่มีอิทธิพลต่อภาวะเศรษฐกิจนั้น ๆ มีความลงตัวหรือมีความพอดีหรือมีแรงผลักดันที่ทัดเทียมกัน ทำให้เกิดภาวะทรงตัวอยู่ชั่วระยะเวลาหนึ่งตราบเท่าที่ตัวกำหนดต่าง ๆ (determinants) ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง ยกตัวอย่าง ภาวะดุลยภาพในตลาดสินค้า X พิจารณาได้ว่า ณ ระดับราคาดุลยภาพ ปริมาณอุปสงค์เท่ากันปริมาณอุปทาน แสดงว่าผู้ซื้อได้รับอรรถประโยจน์เหมาะสมกับรายจ่ายที่จ่ายไปและผู้ขายได้รับค่าสินค้าคุ้มกับต้นทุน ทั้งสองฝ่ายได้ความพอใจที่ทัดเทียมกัน ต่อมาสมมติว่าปัจจัยต่าง ๆ ที่มีอิทธิพลต่อตลาดสินค้า X มีการเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งจะกระทบถึงภาวะดุลยภาพในตลาดสินค้า X แนวคิดเกี่ยวกับภาวะดุลยภาพทางเศรษฐกิจสามารถนำไปใช้ในการวิเคราะห์ประเด็นทางเศรษฐกิจต่าง ๆ ทั้งมหภาคและจุลภาค นอกจากนี้ ยังใช้อธิบายทั้งสภาวะที่เกิดขึ้นและชี้ทิศทางแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของตัวแปรทางเศรษฐกิจอีกด้วย ดุลยภาพทางเศรษฐศาสตร์มี 2 ชนิด คือ ดุลยภาพที่มีเสถียรภาพ และดุลยภาพที่ไม่มีเสถียรภาพ ดุลยภาพที่มีเสถียรภาพ หมายถึง ดุลยภาพที่คงตำแหน่งเดิม หากมีเหตุที่ทำให้เกิดการเคลื่อนที่ไปจากระดับดุลยภาพ จะเกิดแรงผลักดันให้มีการปรับตัวกลับเข้าสู่ตำแหน่งดุลยภาวะเดิมเสมอ ส่วน ดุลยภาพที่ไม่มีเสถียรภาพ หมายถึงกรณีที่เปลี่ยนตำแหน่งดุลยภาพไปจากเดิม ในกรณีของตลาดสินค้าที่มีการปรับตัวแบบใยแมงมุม ถ้าความชันของเส้นอุปทานมีค่ามากกว่าความชันของเส้นอุปสงค์ ดุลยภาพที่ปรากฏจะมีเสถียรภาพ แต่ถ้าความชันของเส้นอุปทานมีค่าน้อยกว่าความชันของเส้นอุปสงค์ จะเกิดดุลยภาพที่ไม่มีเสถียรภาพ นั่นคือตำแหน่งดุลยภาพใหม่จะอยู่ห่างจากดุลยภาพเดิมออกไปทุกที
Source: พจนานุกรมศัพท์เศรษฐศาสตร์ สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
3.
Economucusสัตว์เศรษฐกิจSyn:
►Economic ManSee also:
►Behavioural Economics,
►Altruism,
►Charity4.
economic growthการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ
economics growth ผลผลิตที่แท้จริงของระบบเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น สืบเนื่องจากมีการขยายตัวของกำลังการผิตในระยะยาว ปัจจัยที่ก่อให้เกิดการขยายตัวของกำลังการผลิต ได้แก่ การเพิ่มขึ้นทั้งปริมาณและคุณภาพของทรัพยากรธรรมชาติและทรัพยากรมนุษย์และความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี การวัดความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจมี 2 วิธี คือ (1) วัดอัตราเพิ่มของมูลค่าผลิตภัณฑ์ประชาชาติเบื้องต้นที่แท้จริง หากกำลังการผลิตของระบบเศรษฐกิจมีการขยายตัวก็จะทำให้ผลผลิตที่แท้จริงของประเทศเพิ่มขึ้น (2)วัดอัตราเพิ่มของมูลค่าผลิตภัณฑ์ประชาชาติเพื้องต้นแท้จริงเฉี่ยต่แบุคคล วิธีนี้เป็นวิธีที่ดีกว่า เพราะคำนึ่งถึงการเพิ่มขึ้นของประชากรด้วย จึงสะท้อนถึงมาตรฐานการครองชีพของประชาชน กล่าวคือ หากสินค้าและบริการเพิ่มขึ้นในอัตรที่ต่ำกว่าการเพิ่มขึ้นของประชากรมาตรฐานการครองชีพของประชาชนจะลดลง
See also:
►gross national product5.
economic reformการปฎิรูปทางเศรษฐกิจ
การปรับปรุงเปลี่ยนแปลงทั้งนโยบายและวิธีดำเนินกิจการทางเศรษฐกิจ โดยมุ่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปสู่ทิศทางใหม่ในทุกสาขาเศรษฐกิจ ในช่วงกลางทศวรรษที่ 1980 ประเทศสังคมนิยมใช้คำนี้สำหรับการเปลี่ยนมาใช้นโยบายเศรษฐกิจแบบผ่อนคลาย ยูโกสลาเวียเป็นประเทศแรกที่เริ่มการปฎิรูปทางเศรษฐกิจในปี 1950 ติดตามด้วยเยอรมนีตะวันออก ฮังการี โปแลนด์ และสหภาพโซเวียต บัลแกเรีย เชโกสโลวะเกีย และโรมาเนีย แนวทางและสาระสำคัญของการปฎิรูปมีดังนี้ (1)ผ่อนคลายการใช้แผนจากส่วนกลาง ให้วิสาหกิจมีส่วนในการกำหนดแผนในระดับล่าง (2)กระจายอำนาจการบริหารและการจัดการ วิสาหกิจมีอิสระในการตัดสินใจมากขึ้น (3)ใช้กำไรเป็นเครื่องวัดสมรรถภาพของวิสาหกิจ (4)เพิ่มสิ่งจูงใจทางวัตถุแก่แรงงานตามปริมาณแลคุณภาพของผลงาน (5)ใช้กลไกราคาสำหรับสินค้าบางชนิดทั้งสินค้าอุตสาหกรรมและเกษตรกรรม (6)เพิ่มเครื่องมือทางการเงิน เช่น สินเชื่อ อัตราดอกเบี้ยและค่าเสื่อมราคา เป็นต้น ใช้ระบบเลี้ยงตัวเองในการลงทุนและชำระหนี้แทนการใช้เงินจากงบประมาณและส่งรายได้เข้ารัฐ (7)ปล่อยอิสระในการประกอบการขนาดย่อย และ (8)เปิดทำการค้าต่างประเทศมากขึ้น อนึ่ง การปฎิรูปที่ส่งผลสะเทือนและดังไปทั่วโลก คือ การปฎิรูปเศรษฐกิจของจีนยุคเติ้งเสี่ยวผิง และสหภาพโซเวียตตามนโยบายกลาสนอตและเปเรสทรอยกา ในยุคนายมิคอิล กอร์บาชอพ
Source: พจนานุกรมศัพท์เศรษฐศาสตร์ สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
6.
economics structural changeการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเศรษฐกิจ
การเปลี่ยนแปลงลำดับความสำคัญของภาคเศรษฐกิจต่างๆ ซึ่งเกิดจากการพัฒนาการทางเศรษฐกิจ การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะเกิดขึ้นช้า ๆ และติดต่อกันในระยะยาว เป็นการเปลี่ยนแปลงที่มีลักษณะถาวร มิใช่เกิดขึ้นเพียงชั่วคราว ตั้งแต่เกิดการปฏิวัติอุตสาหกรรมในยุโรปเป็นต้นมา โครงสร้างทางเศรษฐกิจของหลาย ๆ ประเทศได้เปลี่ยนแปลงไปเนื่องจากความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบในสินค้าชนิดต่าง ๆ เปลี่ยนแปลงไปส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี นอกจากนี้เป็นผลมาจากความเปลี่ยนแปลงในรสนิยมขอผู้บริโภค โครงสร้างทางเศรษฐกิจได้เปลียนแปลงจากการเกษตรกรรมแบบพอยังชีพ เป็นการเกษตรเพื่อการค้า แต่ในขณะเดียวกันสัดส่วนของกำลังแรงงานในภาคเกษตรกรรมกลับลดลง ภาคอุตสาหกรรมมีบทบาทเพิ่มขึ้น และในระยะหลังนี้ภาคบริการก็เริ่มมีความสำคัญเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ การเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างที่สำคัญอื่น ๆ ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงในบทบาทหรือความสำคัญระหว่างอุตสาหกรรมค่าง ๆ หรือภูมิภาคต่าง ๆ รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงในองค์ประกอบของสินค้นเข้าและสินค้าออกของแต่ละประเทศ ในกรณีประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงลำดับความสำคัญของภาคเศรษฐกิจ กล่าวคือ สัดส่วนมูลค่การผลิตในสาชาเกษตรกรรมได้ลดลงจากร้อยละ 39.8 ในปี พ.ศ. 2503 เป็น ร้อยละ 25.4 ในปี พ.ศ. 2523 และเป็นร้อยละ 10 ในปี พ.ศ. 2539
Source: พจนานุกรมศัพท์เศรษฐศาสตร์ สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
1.
fiscal policyนโยบายการคลัง
นโยบายการคลัง นโยบายเกี่ยวกับการใช้รายได้และรายจ่ายของรัฐเป็นเครื่องมือสำคัญในการกำหนดแนวทางเป้าหมายและการดำเนินงานเพื่อให้บรรลุเป้าหมายทางเศรษฐกิจ การดำเนินนโยบายกาคลังอาจใช้วิธีการต่าง ๆ อาทิ การเปลี่ยนแปลงการใช้จ่ายของรัฐบาล การเปลี่ยนแปลงแหล่งและวิธีการหารายได้ การเปลี่ยนแปลงอัตราภาษี ฯลฯ เราอาจแบ่งนโยบายการคลังตามเป้าหมายได้ 2 แบบ คือ (1)นโยบายการคลังแบบขยายตัว มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มระดับอุปสงค์มวลรวม โดยมีการเพิ่มระดับการใช้จ่ายและ/หรือลดภาษี นโยบายการคลังแบบนี้เหมาะสำหรับภาวะเศรษฐกิจที่กำลังถดถอย และมีการว่างงานในอัตราสูง และ (2)นโยบายการคลังแบบหดตัว เป็นนโยบายที่ลดระดับการใช้จ่ายของรัฐบาลและ/หรือเพิ่มภาษีเพื่อลดอุปสงค์มวลรวมของระบบเศรษฐกิจเป็นการบรรเทาปัญหาภาวะเงินเฟ้อในระบบเศรษฐกิจ
Source: พจนานุกรมศัพท์เศรษฐศาสตร์ สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์See also:
►monetary policy2.
fixed exchange rate systemระบบอัตราแลกเปลี่ยนคงที่; ระบบอัตราแลกเปลี่ยนตายตัว
ระบบอัตราแลกเปลี่ยนคงที่ได้แก่ ระบบมาตรฐานทองคำ (gold standard) และระบบมาตราปริวรรตทองคำ (gold exchange standard) ซึ่งมีลักษณะสำคัญคือ มีการกำหนดค่าของเงินตราสกุลต่างๆ เทียบเท่าทองคำจำนวนหนึ่งที่แน่นอน เงินสกุลต่างๆ จึงมีอัตราแลกเปลี่ยนที่กำหนดไว้เป็นทางการ (official exchange rate) ซึ่งเรียกว่าค่าเสมอภาค (par value) การรักษาค่าเสมอภาคในระบบมาตรฐานทองคำ และในระบบมาตราปริวรรตทองคำ มีรายละเอียดวิธีการที่แตกต่างกัน กล่าวเฉพาะระบบมาตราปริวรรตทองคำ การกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนทางการไว้คงที่ เมื่อเกิดปัญหาว่าอัตราแลกเปลี่ยนทางการ กับอัตราแลกเปลี่ยนตลาดแตกต่างกัน ก็จะก่อให้เกิดปัญหาทางเศรษฐกิจอื่นๆ ตามมาด้วย นอกจากนี้ เมื่อเกิดปัญหาดุลการชำระเงินระหว่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นกรณีเกินดุลหรือขาดดุลก็ตาม อัตราแลกเปลี่ยนคงที่นอกจากไม่สามารถปรับตัว เพื่อแก้ปัญหาโดยอัตโนมัติแล้ว ยังเป็นตัวซ้ำเติมปัญหาดุลการชำระเงินให้รุนแรงยิ่งขึ้น หากความแตกต่างระหว่างค่าเสมอภาค กับอัตราแลกเปลี่ยนตลาดมีไม่มากนัก ก็จะแก้ปัญหาโดยการขาย หรือรับซื้อเงินตราต่างประเทศสกุลหลัก โดยกองทุนรักษาระดับอัตราแลกเปลี่ยน แต่ถ้าความแตกต่างระหว่างค่าเสมอภาค กับอัตราแลกเปลี่ยนตลาดมีมาก การแก้ไขก็มีทางเดียวคือเปลี่ยนแปลงอัตราแลกเปลี่ยนทางการ เพื่อปรับให้ใกล้เคียงหรือตรงกับอัตราแลกเปลี่ยนตลาด
Source: พจนานุกรมศัพท์เศรษฐศาสตร์ สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์See also:
►gold standard,
►gold exchange standard,
►IMF system3.
foreign exchange rateอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ
หากมองว่าเงินตราต่างประเทศเป็นสินค้าชนิดหนึ่ง อัตราแลกเปลี่ยนก็คือราคาต่อหน่วยของเงินตรงต่างประเทศที่คิดเป็นเงินตรงภายในประเทศ ยกตัวอย่าง 1 ดอลล่าร์ สรอ. มีราคา 25 บาท ดังนั้นอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทต่อดอลลาร์ สรอ. เท่ากับ 25 : 1 อัตราแลกเปลี่ยนเงินตงต่างประเทศมีส่วนช่วยในการตัดสินใจว่าควรจะซื้อสินค้าเข้าหรือไม่ โดยแปลงราคาที่เป็นสกุลเงินต่างประเทศมาเป็นราคาคิดเป็นสกุลเงินของประเทศนั้นๆ ถ้าราคาสินค้าจากต่างประเทศสูงกว่าราคาสินค้าที่ผลิตได้เองในประเทศ ก็จะไม่ซื้อสินค้านั้นจากต่างประเทศ ส่วนในกรณีการส่งออกช่วนตัดสินใจว่าควรจะตั้งราคาเท่าไรจึงจะขายสินค้าแก่ต่างประเทศได้ โดยการแปลงราคาที่คิดเป็นสกุลเงินในประเทศนั้น ๆ กลับไปเป็นราคาที่คิดเป็นสกุลเงินต่างประเทศ
Source: พจนานุกรมศัพท์เศรษฐศาสตร์ สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
4.
free tradeการค้าเสรี
การค้าระหว่างประเทศที่รัฐบาลประเทศคู่ค้าไม่สร้างสิ่งกีดขวางในการซึ้อขายแลกเปลี่ยสินค้าและบริการระหว่างประเทศ ในระบบการค้าเสรีจะไม่มีการใช้มาตรการกีดกันการค้าในลักษณะต่าง ๆ อันได้แก่ ภาษีสินค้าเข้าและสินค้าออก การจำกัดปริมาณการนำเข้า การห้ามนำเข้า การควบคุมเงินตรงต่างประเทศ การซื้อขายโดยรัฐ การคุ้มครองการผลิตภายใน การซื้อขายสินค้าที่เจาะจงแหล่งการผลิต ออกกฏหมายลิขสิทธิ์หรือเครื่องหมายการค้า การทุ่มตลาด การตั้งกฏเกณฑ์การตรวจสอบสินค้าอย่างเข้มงวด ฯลฯ มาตราการเหล่านี้ล้วนมีส่วนทำให้การค้าระหว่างประเทศบิดเบือนไปมากน้ยต่งกัน ในทางตรงข้าม ในระบบการค้าเสรีประเทศต่าง ๆ จะผลิตเฉพาะสินค้าที่ตนเองมีความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบ และจะนำสินค้าที่ผลิตไปแลกเปลี่ยนกับสินค้าที่ตนเองไม่ได้ผลิต ทำให้การจัดสรรทรัพยากรของโลกเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
Source: พจนานุกรมศัพท์เศรษฐศาสตร์ สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
1.
General equilibrium analysisการวิเคราะห์ภาวะดุลยภาพทั่วไป
การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ที่เชื่อมโยงกันระหว่างราคา ผลผลิต และปัจจัยการผลิตทั้งหลายในตลาดต่างๆ ของทั้งระบบเศรษฐกิจ การวิเคราะห์ภาวะดุลยภาพทั่วไปต้องอาศัยคณิตศาสตร์เป็นเครื่องมือสำคัญ เมื่อกำหนดค่าตัวแปรต่าง ๆ อาที อุปทานและอุปสงค์ของปัจจัยการผลิต อุปทานและอุปสงค์ของผลผลิต ฟังก์ชันการผลิต ฯลฯ ก็จะสามารถวิเคราะห์ภาวะดุลยภาพทั่วไป ตามปกติ เมื่อกำหนดให้ตัวแปรตัวหนึ่งเปลี่ยนค่า จะส่งผลกระทบถึงตัวแปรอื่น ๆ กระบวนการคำนวณจะทำการปรับค่าของราคาและปริมาณปัจจัยการผลิต ตลอดจนราคาและปริมาณผลผลิต เพื่อให้อยู่ในระดับดุลยภาพที่สอดคล้องซึ่งกันและกัน แม้ว่าการวิเคราะห์ภาวะดุลยภาพทั่วไปจะมีประโยชน์มากในการวิเคราะห์ระบบเศรษฐกิจในขอบข่ายที่กว้าง แต่เนื่องจากเป็นการวิเคราะห์เชิงสถิต จึงไม่อาจแสดงให้เห็นถึงแนวโน้มพัฒนาการทางเศรษฐกิจได้ นอกจากนี้ เนื่องจากระบบเศรษฐกิจที่เป็นตัวจริงสลับซับซ้อนอย่างยิ่ง จึงเป็นการยากที่จะคำนวณค่าดุลยภาพให้ใกล้เคียงกับที่เป็นจริง
Source: พจนานุกรมศัพท์เศรษฐศาสตร์ สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
2.
giffen goodsสินค้ากิฟเฟน
เป็นสินค้าที่มีอุปสงค์ขัดกับกฎแห่งอุปสงค์ กล่าวคือปริมาณซื้อ (quantity demand) ของสินค้าดังกล่าวจะเพิ่มขึ้นเมื่อราคาสูงขึ้น และเมื่อราคาลดลง ปริมาณซื้อจะลดลง เรียกความขัดแย้งนี้ว่า Giffen Paradox ซึ่งเกิดขึ้นเฉพาะในช่วงราคาที่ผลลบทางรายได้ (negative income effect) มีมากจนสามารถลบล้างผลบวกทางราคา (positive price effect) ในทางทฤษฎี Giffen Goods จำเป็นที่จะต้องเป็น inferior goods ด้วย แต่ inferior goods ไม่จำเป็นต้องเป็น Giffen Goodsสินค้ากิฟเฟน เรียกตามชื่อของ Sir Robert Giffen (1837-1910), นักเศรษฐศาสตร์สมัยวิกตอรีย ซึ่งสังเกตพบว่า ผลผลิตมันฝรั่งใน ค.ศ. 1845 นั้นเสียหายมาก ราคามันฝรั่งจึงสูงขึ้น เนื่องจากมันฝรั่งเป็นอาหารหลักของชาวไอริชที่ยากจน ดังนั้นแม้ว่าราคามันฝรั่งจะสูงขึ้น แต่ชาวไอริชที่ยากจนกลับซื้อมันฝรั่งมากขึ้น และซื้อสินค้าอื่นๆ ที่มีราคาแพงลดลง เช่น เนื้อ เป็นต้น
Source: พจนานุกรมศัพท์เศรษฐศาสตร์ สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์See also:
►normal goods,
►inferior goods3.
gold exchange standardมาตราปริวรรตทองคำ
ระบบการเงินระหว่างประเทศ ที่จัดอยู่ในระบบอัตราแลกเปลี่ยนคงที่ มีกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (international monetary fund) ทำหน้าที่กำกับดูแลให้ประเทศสมาชิกปฏิบัติตามกฎระเบียบที่กำหนด ระบบนี้มีรายละเอียดเพิ่มเติมจากระบบมาตรฐานทองคำ (gold standard) กล่าวคือ ประเทศต่างๆ สามารถใช้เงินตราบางสกุลนอกเหนือจากทองคำเป็นทุนสำรองเงินตรา ซึ่งเรียกว่าเงินตราสกุลหลัก (key currency) โดยที่เงินตราสกุลนั้นสามารถแลกเป็นทองคำจากทางการได้ (convertible currency) ในอัตราแลกเปลี่ยนคงที่ เหตุที่ระบบมาตราปริวรรตทองคำได้รับการยอมรับทั่วโลก ก็เพราะประเทศต่างๆ ผลิตทองคำได้น้อย แต่ต้องการเพิ่มปริมาณเงินให้มาก เพื่อพอเพียงกับการขยายตัวทางเศรษฐกิจ สกุลเงินที่สามารถแลกทองคำได้จึงกลายเป็นทุนสำรองที่ดี ในช่วงก่อนปี ค.ศ.1931 เงินตราสกุลสำคัญของโลก ได้แก่เงินปอนด์สเตอร์ลิงของอังกฤษ แต่มีบทบาทลดลงไปมาก เมื่อภาวะเศรษฐกิจของอังกฤษถดถอยลง หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ดอลลาร์สหรัฐอเมริกา เป็นเงินตราที่สามารถแลกเป็นทองคำได้จึงได้รับความนิยมแทนที่เงินปอนด์ คุณสมบัติสำคัญของเงินตราสกุลหลักคือ อัตราแลกเปลี่ยนต้องมีเสถียรภาพอย่างไรก็ตาม เนื่องจากผลประโยชน์ของประเทศเจ้าของเงินตราสกุลหลัก กับผลประโยชน์ด้านการถือเงินตราสกุลหลักของประเทศอื่น มักเป็นสิ่งที่สวนทางกัน ดังนั้นเมื่อเกิดปัญหาใดๆ ประเทศเจ้าของเงินตราสกุลหลักนอกจากมีภาระในการแก้ปัญหาแล้ว ยังต้องเผชิญกับแรงกดดันจากประเทศอื่นด้วย ยกตัวอยาง สหรัฐอเมริกาอาจจะต้องรักษาอัตราดอกเบี้ยภายในประเทศให้สูงกว่าระดับที่เหมาะสม เพื่อลดสภาพคล่องของเงินดอลลาร์ที่ถือโดยชาวต่างประเทศ สหรัฐอเมริกาได้ประกาศยุติการแลกเปลี่ยนระหว่างทองคำ กับเงินดอลลร์ สรอ.ในระดับธนาคารกลางของต่างประเทศตั้งแต่วันที่ 15 สิงหาคม 1971 ยังผลให้ระบบมาตราปริวรรตทองคำสิ้นสุดลงโดยปริยาย ช่วงเวลาที่มีการใช้ระบบนี้จึงอยู่ระหว่าง ค.ศ.1944-1971 อนึ่งระบบนี้มีชื่อเรียกหลายชื่อ ได้แก่ fixed exchange rate system, IMF system และ Bretton Woods System
Source: พจนานุกรมศัพท์เศรษฐศาสตร์ สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์See also:
►fixed exchange rate system,
►IMF system,
►bretton woods system4.
gold reserveทุนสำรองทองคำ
ทองคำที่ถือโดยธนาคารกลางของประเทศต่าง ๆ เพื่อใช้เป็นหลักทรัพย์เงินตรา หน่วยงานที่รับผิดชอบเงินตราจะคือทองคำไว้เป็นทุนสำรองเงินตรา เพื่อควบคุมปริมาณเงินตราภายในประเทศให้พอเหมาะ รวมทั้งใช้ในการชำระหนี้ระหว่างประเทศ ประเทศต่าง ๆ มีการกำหนดทองคำเป็นทุนสำรองในสัดส่วนที่แตกต่างกัน โดยมีการระบุไว้ในกฏหมายทุนสำรอง สำหรับสหรัฐอเมริการตั้งแต่ปี ค.ศ. 1934 เป็นต้นมารัฐบาลโดยกระทรวงการคลังรับซื้อทองคำทั้งหมดที่ผลิตได้ภายในประเทศและนำเข้าแต่เพียงผู้เดียว โดยจ่ายค่าทองคำจากบัญชีที่เปิดไว้ตามรัฐบัญญัติทุนสำรองทองคำ ธนาคารกลางจะต้องถือบัตรทองคำเป็นทุนสำรองทองคำอย่างน้อยร้อยละ 25 ของปริมาณธนบัตรและเงินฝากภายในประเทศ ในปี ค.ศ. 1986 สภานิติบัญญัติของสหรัฐอเมริกาเริ่มลดปริมาณทองคำในทุนสำรองระหว่างประเทศทำให้ปริมาณทุนสำรองทองคำของสหรัฐอเมริกาลดลงเรื่อยๆ
Source: พจนานุกรมศัพท์เศรษฐศาสตร์ สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
5.
gold standardมาตรฐานทองคำ
ระบบการเงินระหว่างประเทศ ซึ่งใช้ในช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง กฎเกณฑ์ที่สำคัญของระบบนี้ คือ (1) แต่ละประเทศจะต้องเทียบค่าเงินตราสกุลของตนกับน้ำหนักทองคำตามจำนวนที่กำหนด (2) ประเทศนั้นๆ จะต้องรับแลกเปลี่ยนเงินตราสกุลของตนกับทองคำ ในอัตราทางการโดยไม่จำกัดปริมาณ และ (3) มีการเคลื่อนย้ายทองคำโดยเสรี อังกฤษเป็นประเทศแรกที่ใช้ระบบมาตรฐานทองคำในปี ค.ศ.1821 และประเทศต่างๆ ได้ยกเลิกระบบนี้ไปแล้วในปี ค.ศ.1932
Source: พจนานุกรมศัพท์เศรษฐศาสตร์ สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์See also:
►fixed exchange rate system,
►IMF system,
►bretton woods system,
►gold exchange standard6.
gross national productGNPผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติSee also:
►economic growth1.
Hard loanเงินกู้ที่มีมีเงื่อนไขเข้มงวด
เงินกู้จากต่างประเทศที่มีเงื่อนไขต่างๆ ในการชำระคืนเข้มงวด จึงสร้างภาระหนักในการชำระคืน อาทิ ต้องชำระคืนด้วยเงินตราสกุลแข็ง คิดอัตราดอกเบี้ยสูง มีการเบิกเงินกู้ภายในระยะเวลาอันสั้น ไม่มีระยะปลอดการชำระคืนเงินต้น มีระยะเวลาการผ่อนชำระคืนเงินต้นค่อนข้างสั้น ประเทศที่มีแต่เงินตรงสกุลอ่อนซึ่งไม่สามารถแลกเปลี่ยนเป็นเงนตรงสกุลแข็งได้สะดวง หรือไม่สามารถที่จะหารายได้ในรูปเงินตราสกุลแข็งอย่างเพียงพอ หากจำเป็นต้องกู้ยืมสินเชื่อประเภทนี้ก็จะเป็นภาระหนักในการชำระคืน สถาบันการเงินระหว่างประเทศในปัจจุบันส่วนใหญ่ให้เงนกู้ที่ต้องชำระคืนด้วยเงินตราสกุลแข็ง
Source: พจนานุกรมศัพท์เศรษฐศาสตร์ สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
2.
human resourcesทรัพยากรมนุษย์
ทรัพยากรมนุษย์ เรียกอีกชื่อหนึ่งว่าทุนมนุษย์ ในบรรดาปัจจัยการผลิตทั้งหลายมนุษย์เป็นปัจจัยการผลิตที่มีคุณค่ามากที่สุด เพราะเป็นปัจจัยการผลิตที่มีบทบาทเหนือปัจจัยอื่น เหตุที่ได้ชื่อว่า "ทุนมนุษย์" เพราะนอกจากทำหน้าที่ในขณะที่กำลังมีการผลิตอยู่แล้ว ยังต้องรับผิดชอบไปถึงการผลิตที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอีกด้วย แต่ก่อนที่มนุษย์จะกลายเป็นปัจจัยการผลิตที่มีคุณภาพได้ จะต้องมีการลงทุนพัฒนาในปัจจัยชนิดนี้ด้วย นั่งคือการลงทุนในการศึกษาและฝึกทักษะให้แก่ประชาชน โดยทั่วไปเชื่อกันว่าการลงทุนในทรัพยากรมนุษย์มีผลต่อความเจริญทางเศรษฐกิจยิ่งกว่าการเพิ่มขึ้นของเครื่งจักรหรืออุปกาณ์โรงงานเสียอีก ตัวอย่างที่เห็นง่าย ๆ ก็คือประเทศที่ขาดแคลนทรัพยากรธรรมชาติแต่ร่ำรวยในทรัพยากรมนุษย์สามารถที่จะพัฒนาเศาษฐกิจและสังคมได้ในขณะที่บางประเทศ ขาดแคลนทรัพยากรมนุษย์ แต่ร่ำรวยในทรัพยากรธรรมชาติกลาบไม่สามารถพัฒนาเศรษฐกิจได้ดีตามสมควร ประเทศญี่ปุ่นเป็นตัวอย่างที่ดี เพราะเป็นประเทศที่สร้างความมั่งคั่งจากการพัฒนาทางอุตสาหกรรมโดยเน้นการพัฒนาในทุนมนุษย์ การขาดแคลนทรัพยากรธรรมชาติภายในประเทศอาจแก้ได้โดยการนำทรัพยากรจากประเทศอื่นมาใช้ แต่ถ้าขาดแคลนมนุษย์ที่มีคุณภาพแล้วเราไม่สามารถแก้ไขโดยวิธีเดียวกัน
Source: พจนานุกรมศัพท์เศรษฐศาสตร์ สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
1.
IMF systemระบบกองทุนการเงินระหว่างประเทศ
ระบบกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือบางแห่งเรียกว่า ระบบเบรตตันวูดส์ (Bretton Woods System) แท้ที่จริงก็คือระบบอัตราแลกเปลี่ยนคงที่นั่นเอง เริ่มใช้ตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ใน ค.ศ. 1944 มีการตกลงร่วมกันในกลุ่มประเทศสมาชิกของ IMF ให้ใช้เป็นระบบการเงินระหว่างประเทศที่เมืองเบรตตันวูดส์ รัฐนิวแฮมเชียร์ ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยมีการจัดตั้งกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund - IMF) ขึ้น มาทำหน้าที่ควบคุมดูแลประเทศสมาชิกให้ปฏิบัติตามกฎระเบียบที่ IMF กำหนดขึ้น นอกจากนี้กองทุนการเงินระหว่างประเทศยังมีการให้กู้เงินระยะสั้นแก่ประเทศที่ประสบภาวะดุลการชำระเงินขาดดุลชั่วคราวอีกด้วย ระบบเบรตตันวูดส์ หรือระบบกองทุนการเงินระหว่างประเทศนี้ได้รับการปฎิบัติเรื่อยมาจนกระทั่งล้มเลิกไปในปี ค.ศ. 1971 แต่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ในฐานะที่เป็นองค์กร) ก็ยังคงทำหน้าที่ดูแล ให้คำแนะนำ และเสนอความช่วยเหลือแก่ประเทศที่ขาดดุลการค้า หรือประเทศที่ประสบปัญหาหนี้ต่างประเทศ
Source: พจนานุกรมศัพท์เศรษฐศาสตร์ สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์See also:
►fixed exchange rate system,
►gold exchange standard2.
imperfect competitionการแข่งขันไม่สมบูรณ์
การแข่งขันไม่สมบูรณ์คือสภาวะที่ผู้ซื้อหรือผู้ขายแต่ละรายมีอิทธิพลต่อราคาสินค้าในตลาด Edward H. Chamberlin ได้วิเคราะห์ให้เห็นว่าการแข่งขันไม่สมบูรณ์เฉพาะในตลาดสินค้านั้นมีหลายแบบและหลายระดับ ตั้งแต่แบบกึ่งแข่งขันกึ่งผูกขาด ผู้ขาดเพียงสองราย มีผู้ขายน้อยราย ไปจนถึงมีผู้ขายเพียงรายเดียว ซึงเป็นการผูกขาดสมบูรณ์
Source: พจนานุกรมศัพท์เศรษฐศาสตร์ สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์See also:
►perfect competition,
►pure competition3.
income effectผลของรายได้; ผลทางรายได้
ผลกระทบในการบริโภคสินค้า และบริการชนิดหนึ่งๆ ที่เพิ่มขึ้น หรือลดลง สืบเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงในรายได้ที่แท้จริงของผู้บริโภค โดยที่ราคาโดยเปรียบเทียบของสินค้าไม่เปลี่ยนแปลงในกรณีสินค้าปกติ ผลของรายได้ จะเป็นบวก คือเมื่อรายได้ที่แท้จริงเพิ่มขึ้น ผู้บริโภคจะบริโภคสินค้าและบริการเพิ่มขึ้น ในกรณีสินค้าด้อย ผลของรายได้จะเป็นลบ คือเมื่อรายได้ที่แท้จริงเพิ่มขึ้น ผู้บริโภคจะบริโภคสินค้าและบริการลดลง
ใช้การอธิบาย marshallian demand เส้นอุปสงค์จะไม่นำผลของรายได้ มาคิด จะคิดเฉพาะผลของการทดแทนเท่านั้น
See also:
►substitution effect,
►price effect4.
inferior goodsสินค้าคนจน; สินค้าด้อยคุณภาพ
สินค้าที่ผลทางรายได้ (income effect) เป็นลบ และยังผลให้ความยืดหยุ่นของอุปสงค์ต่อราคา (income elasticity of demand) มีค่าเป็นลบด้วย เมื่อรายได้แท้จริงของผู้บริโภคสูงขึ้น อุปสงค์ต่อสินค้าเหล่านี้กลับลดลง ตัวอย่างสินค้าเหล่านี้ได้แก่ อาหารตามแผงลอย และเสื้อโหล เป็นต้น
Source: พจนานุกรมศัพท์เศรษฐศาสตร์ สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์See also:
►normal goods,
►giffen goods5.
inflationภาวะเงินเฟ้อ; ภาวะราคาขึ้น
คือ ภาวะการณ์ที่ระดับราคาสินค้าและบริการโดยทั่วไปเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง หากเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นแต่เพียงเล็กน้อยเป็นปกติก็จะสร้างสิ่งจูงใจแก่ผู้ประกอบการ แต่หากเพิ่มขึ้นมากและผันผวนก็จะสร้างความไม่แน่นอนและก่อให้เกิดปัญหาต่อระบบเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการครองชีพของประชาชน และการขาดเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาเศรษฐกิจในประเทศไทยเงินเฟ้อวัดจากอัตราการเปลี่ยนแปลงของดัชนีราคาผู้บริโภค ซึ่งเป็นดัชนีที่จัดทำโดยกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ โดยคำนวณจากค่าเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักของราคาสินค้าและบริการต่างๆ ที่ผู้บริโภคซื้อหาเป็นประจำ โดยน้ำหนักของสินค้าและบริการแต่ละรายการกำหนดจาก รูปแบบการใช้จ่ายของครัวเรือนซึ่งได้จากการสำรวจตามหลักทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ การเกิดภาวะเงินเฟ้อมาจาก 2 ปัจจัยหลักปัจจัยแรก คือ แรงดึงทางด้านอุปสงค์ (Demand pull) เกิดขึ้นจากระบบเศรษฐกิจมีความต้องการปริมาณสินค้าและบริการมากกว่าที่มีอยู่ในขณะนั้นๆจึงดึงให้ราคาสินค้าเพิ่มสูงขึ้น ทั้งนี้ การเพิ่มขึ้นของความต้องการสินค้าและบริการอาจมาจากหลายสาเหตุ เช่น การเปลี่ยนแปลงของปริมาณเงิน การดำเนินนโยบายการคลังของภาครัฐบาล การเพิ่มขึ้นของอุปสงค์ในต่างประเทศ และการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริโภคของประชาชนปัจจัยที่สองเกิดจากด้านต้นทุนการผลิตสูงขึ้น (Cost push) ทำให้ผู้ผลิตต้องปรับราคาสินค้าขึ้น สาเหตุที่ทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น อาทิ การเพิ่มขึ้นของค่าจ้างแรงงาน การเกิดวิกฤตการณ์ทางธรรมชาติ การเพิ่มกำไรของผู้ประกอบการ การเปลี่ยนแปลงของราคาสินค้านำเข้า ซึ่งอาจเพิ่มไปตามภาวะ ตลาดโลก หรือผลของอัตราแลกเปลี่ยน
See also:
►deflation6.
international monetary fundIMFกองทุนการเงินระหว่างประเทศ
มีจุดกำเนิดในคราวประชุมด้านการเงิน และการคลังของสหประชาชาติที่เมืองเบรตตันวูดส์ มลรัฐนิวแฮมเชียร์ สหรัฐอเมริกา ในปี ค.ศ.1944 ตั้งขึ้นเป็นทางการใน ค.ศ.1945 และเป็นองค์กรชำนาญเฉพาะกิจของสหประชาชาติใน ค.ศ.1947 วัตถุประสงค์สำคัญของกองทุนฯ ได้แก่ (1) ส่งเสริมความร่วมมือทางการเงินระหว่างประเทศ (2) อำนวยความสะดวกทางการเงินให้แก่การเติบโตที่สมดุลของการค้าระหว่างประเทศ (3) ช่วยเหลือประเทศสมาชิกในการแก้ไขการขาดดุลการชำระเงิน และ (4) ส่งเสริมเสถียรภาพของอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศระบบเบรตตันวูดส์ ที่ตั้งขึ้นโดยกองทุนฯ มีเงื่อนไขดังนี้ (1) อัตราแลกเปลี่ยนคงที่ (2) ขจัดข้อจำกัดในการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ (3) เป็นเงินตราที่แลกเปลี่ยนได้ และ (4) พัฒนาระบบพหุภาคีของการชำระเงินระหว่างประเทศ ประเทศสมาชิกต้องพยายามควบคุมอัตราแลกเปลี่ยนทางการให้อยู่ในขอบเขตร้อยละ 2.25 ของค่าเสมอภาค เงินตราแต่ละสกุลกำหนดค่าเทียบเท่ากับดอลลาร์ สรอ. หรือทองคำ แต่หลังจากปี ค.ศ.1971 สหรัฐอเมริกาได้ยกเลิกการแลกเงินดอลลาร์เป็นทองคำ และมีการลดค่าเงินดอลลาร์อีกครั้งใน ค.ศ.1973 ประชาคมเศรษฐกิจยุโรปเป็นกลุ่มแรกที่ปล่อยให้เงินตราของตนมีค่าลอยตัว จากนั้นมีประเทศอื่นๆ ปฏิบัติตามอย่างกว้างขวางกองทุนฯ จะมีคณะกรรมการซึ่งประกอบด้วยผู้แทนจากประเทศสมาชิกต่างๆ เรียกว่า คณะผู้ว่าการ (board of governors) มีอำนาจในการกำหนดนโยบายของกองทุนฯ นอกจากนี้ยังมีคณะกรรมการดำเนินงาน (executive board) อีกชุดหนึ่งที่ทำงานประจำ โดยเลือกจากประเทศสมาชิกต่างๆ ในระดับเจ้าหน้าที่ ผู้อำนวยการ (managing director) เป็นหัวหน้า สำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่กรุงวอชิงตัน กองทุนฯ มีรายได้จากค่าบำรุงของสมาชิก ดอกเบี้ยและผลตอบแทนจากการลงทุนอื่น มีประเทศสมาชิกเกือบทั่วโลก รวมทั้งประเทศสังคมนิยมด้วย ประเทศไทยเข้าเป็นสมาชิกของกองทุนฯ ใน ค.ศ.1955ค่าบำรุงของสมาชิกกำหนดจากโควตาซึ่งคำนวณจากขนาดของรายได้ประชาชาติ ทุนสำรองเงินตรา อัตราส่วนของบสินค้าออกต่อรายได้ประชาชาติ และดัชนีทางเศรษฐกิจอื่นๆ อาจชำระค่าบำรุงด้วยสินทรัพย์ต่างๆ ได้แก่ สิทธิพิเศษถอนเงิน เงินตราของสมาชิกอื่น เงินตราของตนเอง มีการทบทวนและปรับปรุงค่าบำรุงเป็นครั้งคราว และใช้ค่าบำรุงเป็นตัวกำหนดสิทธิต่างๆ ที่อาจของจากกองทุนฯ ในยามจำเป็นอันได้แก่ การใช้สิทธิถอนเงินธรรมดา การใช้สิทธิถอนเงินพิเศษ (SDRs) การจัดสรรโควตาของสิทธิถอนเงินพิเศษ และอำนาจการออกเสียงของสมาชิก
Source: พจนานุกรมศัพท์เศรษฐศาสตร์ สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์See also:
►fixed exchange rate systems,
►gold exchange standard7.
international reservesทุนสำรองระหว่างประเทศ
ทรัพย์สินที่เก็บสะสมเพื่อชำระหนี้ระหว่างประเทศ โดยทั่วไปยอดสุทธิของดุลการชำระเงินในแต่ละช่วงเวลา มีผลกระทบต่อทุนสำรองระหว่างประเทศ เราสามารถวัดขนาดของการเกินดุล(surplus) หรือการขาดดุล (deficit) ในดุลการชำระเงินได้จากส่วนเปลี่ยนของทุนสำรองระหว่างประเทศ กล่าวคือ หากดุลการชำระเงินระหว่างประเทศในช่วงเวลาใดเกินดุล ทุนสำรองระหว่างประเทศในช่วงเวลานั้นจะเพิ่มขึ้น ตรงกันข้าม หากดุลการชำระเงินระหว่างประเทศขาดดุลทุนสำรองระหว่างประเทศจะลดลง ทุนสำรองระหว่างประเทศประกอบด้วย ทองคำที่ใช้เป็นหลักทรัพย์เงินตรา (monetary gold) คือทองคำที่ดูแลโดยเจ้าหน้าที่ทางการเงินอันได้แก่ กระทรวงการคลัง ธนาคารกลาง และกองทุนรักษาระดับอัตราแลกเปลี่ยน (exchange stabilization fund) หนี้สินและทรัพย์สิน (เงินฝากและหลักทรัพย์ระยะสั้นและระยะยาว)ของทางการในสถาบันการเงินต่างประเทศ หนี้สินและทรัพย์สินของเอกชนในธนาคารต่างประเทศ นอกจากนี้ยังมีทุนสำรองระหว่างประเทศที่สร้างโดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ นั่นคือ สิทธิถอนเงินพิเศษ (SDRs)
Source: พจนานุกรมศัพท์เศรษฐศาสตร์ สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์See also:
►reserve currencies,
►special drawing right8.
invisible handมือที่มองไม่เห็น
อดัม สมิท นักเศรษฐศาสตร์ชาวอังกฤษ เป็นคนแรกที่นำคำนี้มาใช้ในวงการเศรษฐศาสตร์ โดยปรากฏในหนังสือชื่อ The Wealth of Nation ในค.ศ.1776 ต่อมามีผู้ร่วมขยายความเกิดเป็นแนวคิดว่า เนื่องจากมนุษย์มีความเห็นแก่ตัวเป็นที่ตั้ง หากมีเสรีภาพในการหาผลประโยชน์ส่วนตน มนุษย์ก็จะตัดสินใจเชิงเศรษฐกิจด้วยเหตุด้วยผลเพื่อให้ตัวเองได้รับผลประโยชน์มากที่สุด ซึ่งจะกลายเป็นผลประโยชน์แก่ส่วนรวมโดยไม่ตั้งใจ เสมือนมีมือที่มองไม่เห็นมาชักนำไป "มือที่มองไม่เห็น" นี้ หมายถึง พลังตลาดหรือกลไกตลาด เป็นตลาดที่มีการแข่งขันเสรีของวิสาหกิจเอกชนขนาดเล็กจำนวนมากมาย และปราศจากการแทรกแซงของรัฐ ในตลาดที่มีเงื่อนไขดังกล่าวผู้บริโภคและผู้ผลิตจะถูกมือที่มองไม่เห็นชักนำให้มีการปรับตัวเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ เชื่อว่าตลาดนั้นสามารถกีดกันการแสวงหาผลประโยชน์ที่ดีที่สุดของสังคมได้อยู่แล้ว นักเศรษฐศาสตร์บางคนมีความเชื่ออย่างแรงกล้าว่า "มือที่มองไม่เห็น" จะทำงานได้ดีเยี่ยมในเงื่อนไขที่มีการแข่งขันโดยเสรี อย่างไรก็ตาม ในโลกแห่งความเป็นจริงการแข่งขันเสรีเป็นเงื่อนไขที่หาได้ยาก ดังนั้น "มือที่มองไม่เห็น" จึงมองไม่เห็นจริงๆ สำหรับคนทั่วไป
Source: พจนานุกรมศัพท์เศรษฐศาสตร์ สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
1.
joint demandอุปสงค์ร่วมกัน
เป็นอุปสงค์ต่อปัจจัยการผลิตตั้งแต่ 2 อย่างขึ้นไป เพื่อใช้ร่วมกันในการผลิตสินค้าหรือบริการ ยกตัวอย่าง ในการทำนาจะต้องใช้ปัจจัยการผลิตอย่างน้อย 3 อย่าง คือ ที่ดิน แรงงาน และทุน ซึ่งได้แก่ พันธุ์ข้าว และอุปกรณ์ ปัจจัยการผลิตทั้งสามอย่างนี้จำเป็นต้องใช้ร่วมกันขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้ จึงเรียกว่า อุปสงค์ร่วมที่จำเป็น (necessary joint demand) ส่วนปุ๋ย ยาปราบศัตรูพืช และน้ำจากคลองชลประทาน เป็นปัจจัยการผลิตเสริม หากขาดไปก็ยังทำนาได้
Source: พจนานุกรมศัพท์เศรษฐศาสตร์ สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
1.
Keynesian Economicsเศรษฐศาสตร์สำนักเคนส์
เจ้าสำนักได้แก่ John Maynard Keynes ซึ่งเสนอแนวคิดสำคัญไว้ในหนังสือชื่อ The General Theory of Employment , Interest and Money ในค.ศ.1936 สาระสำคัญเกี่ยวกับการกำหนดระดับรายได้ดุลยภาพและการจ้างงาน รายได้ดุลยภาพกำหนดโดยอุปสงค์และอุปทานมวลรวม รายได้รวมเท่ากับการบริโภครวมบวกด้วยการลงทุนรวม หากการลงทุนที่เพิ่มขึ้นน้อยกว่าการออมที่เพิ่มขึ้น รายได้จะลดลงและการจ้างงานลดลง เคนส์เสนอวิธีเพิ่มอุปสงค์มวลรวมโดยใช้นโยบายการคลัง ซึ่งได้แก่การลงทุนเพิ่มในภาครัฐบาล และ/หรือการลดภาษีเพื่อเพิ่มการใช้จ่ายภาคเอกชน ปรากฏว่าแนวคิดของเคนส์ใช้ได้ผลดีในภาวะเศรษฐกิจตกต่ำในช่วงสงครามโลกครั้งที่2ยุติลงใหม่ๆ แต่ในภาวะเศรษฐกิจปกติการแก้ปัญหาการว่างงานโดยใช้นโยบายการคลังอาจได้ผลไม่แน่นอน
Source: พจนานุกรมศัพท์เศรษฐศาสตร์ สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
1.
Latin America Integration AssociationLAIAสมาคมการรวมกลุ่มแถบละตินอเมริกา
เป็นสมาคมทางการค้าระหว่างประเทศที่จัดตั้งขึ้น โดยกลุ่มประเทศแถบละตินอเมริกา เมื่อ พ.ศ.2524 ตามสนธิสัญญา Montevideo Treaty จากการประชุมที่เมือง Montevideo ประเทศอุรุกวัย ประกอบด้วยประเทศ อาร์เจนตินา โบลิเวีย บราซิล ชิลี โคลัมเบีย เอกวาดอร์ เม็กซิโก ปารากวัย เปรู อุรุกวัย และเวเนซุเอลา ซึ่งการตั้งสมาคมนี้เกิดขึ้นแทน สมาคมการค้าเสรีแถบละตินอเมริกา (Latin American Free Trade Association LAFTA ) ซึ่งก่อตั้งเมื่อ พ.ศ.2503 ซึ่งไม่ประสบความสำเร็จในการผลักดันให้เกิด การค้าเสรี ในกลุ่มประเทศละตินอเมริกา เพราะเงื่อนไขของเขตการค้าเสรีที่ค่อนข้างเข้มงวด ทำให้ไม่สามารถตกลงกันได้ ทำให้บางประเทศ ออกไปตั้งกลุ่มใหม่ เหลือแค่การรวมกลุ่มแบบที่มีความยืดหยุ่นใหม่ ภายหลังจึงก่อตั้ง สมาคมการรวมกลุ่มแถบละตินอเมริกา ขึ้นมาแทน
See also: Latin American Free Trade Association : LAFTA
2.
Law of Demandกฎแห่งอุปสงค์
กฎแห่งอุปสงค์ระบุว่า ปริมาณของสินค้าและบริการชนิดใดชนิดหนึ่ง ที่ผู้บริโภคต้องการซื้อย่อมแปรผกผัน (inverse relation) กับระดับราคาของสินค้าและบริการชนิดนั้นเสมอ
Source: พจนานุกรมศัพท์เศรษฐศาสตร์ สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
3.
legal reserve requirementอัตราเงินสดสำรองตามกฎหมาย
เงินที่ธนาคารพาณิชย์ต้องดำรงไว้คิดเป็นร้อยละของเงินฝาก ตามอัตราที่ธนาคารกลางกำหนด เพื่อเป็นฐานรองรับการถอนเงินฝาก
Source: พจนานุกรมศัพท์เศรษฐศาสตร์ สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
4.
liberalizationการปล่อยเสรี; การเปิดเสรี
ในกรณีการค้าระหว่างประเทศ หมายถึงแนวคิดที่สนับสนุนให้ประเทศต่างๆ ซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้าระหว่างประเทศโดยเสรี ยกเลิกเครื่องมือต่างๆ ที่กีดขวางการค้าเสรี ที่ผ่านมาแม้ประเทศอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งสหรัฐอเมริกา จะเป็นฝ่ายเรียกร้องให้มีการค้าเสรี แต่ในความเป็นจริงยังคงหวงแหนการผลิตที่ตนไม่มีความได้เปรียบเปรียบเทียบ จึงต้องมีสร้างมาตรการกีดขวางต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเครื่องกีดขวางการค้าที่มิใช่ภาษี (nontariff barries) และข้อตกลงของ GATT ก็ได้บัญญัติบทยกเว้นอันเป็นช่องโหว่ให้มีการใช้มาตราการกีดกันการค้าที่มิใช่ภาษี
Source: พจนานุกรมศัพท์เศรษฐศาสตร์ สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
1.
Marshall - Lerner conditionเงื่อนไข Marshall - Lerner
Marshall-Lerner conditionเงื่อนไข Marshall Lerner Condition กล่าวว่าเมื่อมีการลดค่าเงิน devaluation จะเกิดผลกระทบคือดุลการค้า ผลรวมของความยืดหยุ่นของราคาของการส่งออก และการนำเข้า จะต้องมากกว่า 1 เงื่อนไขนี้ได้ชื่อมาจากการเสนอ ข้อเสนอของ Abba P.Lerner ซึ่งพัฒนาจากแนวความคิดของ Alfred Marshallเมื่อมีการลดค่าเงิน (อัตราแลกเปลี่ยน) ทำให้ราคาสินค้าส่งออกลดต่ำลง อุปสงค์สำหรับสินค้าส่งออกเพิ่มขึ้น ในขณะเดียวกัน ราคาสินค้านำเข้าจะสูงขึ้น และทำให้อุปสงค์ในสินค้านำเข้าจะลดต่ำลงผลกระทบสุทธิ ในดุลการค้า จะขึ้นอยู่กับ ความยืดหยุ่นของราคา ถ้าสินค้าส่งออก มีความยืดหยุ่นต่อราคามาก อุปสงค์ต่อสินค้าส่งออกจะเพิ่มขึ้นมาก เป็นสัดส่วนที่มากกว่า การลดลงของราคา และส่งผลให้การส่งออก มีรายได้เพิ่มขึ้น ถ้าสินค้านำเข้า มีความยืดหยุ่นมาก ค่าใช้จ่ายเพิ่มการนำเข้าสินค้าสุทธิ จะลดลง ทั้งสองลักษณะนี้ จะทำให้ดุลการค้าดีขึ้นในเชิงประจักษ์พบว่า สินค้า มีแนวโน้มจะไม่ยืดหยุ่นในระยะสั้น ซึ่งต้องใช้ระยะเวลาก่อนที่จะทำให้พฤติกรรมการบริโภคเปลี่ยนแปลง ซึ่งไม่เป็นไปตาม Marshall-Lerner condition จึงมักพบว่า การลดค่าเงิน จะทำให้ดุลการค้าแย่ลงในระยเริ่มต้น และในระยะยาว เมื่อผู้บริโภคปรับเปลี่ยนรูปแบบการบริโภค ดุลการค้าจึงจะดีขึ้น
2.
Marshall Planแผน Marshall
แผนความช่วยเหลือแก่ประเทศอื่นๆ ที่เสนอโดย George C. Marshall รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ของสหรัฐอเมริกาในสมัยนั้น เมื่อ พ.ศ.2490 แผนดังกล่าวเพื่อการฟื้นฟู และเร่งการขยายตัวของเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งเป็นที่มาของการเกิดองค์กรเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจภาคพื้นยุโรป (Organization for European Economics Cooperation OEEC) ซึ่งองค์กรนี้ทำหน้าที่ให้ความช่วยเหลือทางด้านเงินกู้ระยะยาว และเงินให้เปล่าเพื่อการพัฒนาแก่ประเทศสมาชิก
3.
macro economicsเศรษฐศาสตร์มหภาค
เศรษฐศาสตร์ว่าด้วยเศรษฐกิจของส่วนรวม ได้แก่ การศึกษาวิเคราะห์เกี่ยวกับตัวกำหนดรายได้และการจ้างงาน ซึ่งศึกษาเดี่ยวกับรายได้และผลิตภัณฑ์ประชาชาติ ระดับราคาของสินค้าและบริการโดยทั่วไป ระดับการจ้างงานโดยทั่วไป ปริมาณเงินตรา ความสัมพันธ์ระหว่างการบริโภค การออม และการลงทุนทั้งหมดในระบบเศรษฐกิจ ศึกษาสาเหตุปัญหาเศรษฐกิจมหภาค นโยบายการเงินและนโยบายการคลัง
Source: พจนานุกรมศัพท์เศรษฐศาสตร์ สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์See also:
►micro economics4.
marginal propensity to consumeMPCความโน้มเอียงการบริโภคส่วนเพิ่ม
การบริโภคที่เพิ่มขึ้นเมื่อรายได้เพิ่มขึ้น 1 หน่วย มีสูตรการคำนวณคือ MPC = %change of C / % change of Y ยกตัวอย่าง เมื่อรายได้เพิ่มขึ้น 100 บาท การบริโภคจะเพิ่มขึ้น 85 บาท ดังนั้น MPC= 85/100 =0.85
Source: พจนานุกรมศัพท์เศรษฐศาสตร์ สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
5.
marketตลาด
คำว่า “ตลาด” ในความหมายทางเศรษฐศาสตร์ หมายถึงการที่ผู้ซื้อ และผู้ขาย สามารถแลกเปลี่ยน ซื้อขายกันได้ ทั้งนี้โดยผู้ซื้อ และผู้ขายอาจจะไม่ได้พบกัน จะมีสถานที่ที่ทำการซื้อขายหรือไม่ก็ได้ ถ้าตราบที่การตกลงซื้อขายแลกเปลี่ยนเกิดขึ้นได้ ก็ถือว่าได้เกิดตลาดสินค้านั้นแล้วการแบ่งตลาด อาจจะแบ่งเป็น ตลาดสินค้า (Product Market) ซึ่งหมายถึง ตลาดที่มีการซื้อขายสินค้าและบริการ ที่ผู้ซื้อนำไปใช้ในการบริโภคโดยตรง ตลาดปัจจัยการผลิต (Factor Market) ซึ่งหมายถึง ตลาดที่มีการซื้อขายปัจจัยการผลิตต่างๆ เช่น แรงงาน วัตถุดิบ สินค้าประเภททุน หรือปัจจัยอื่นๆ โดยที่ผู้ที่ทำการซื้อปัจจัยเหล่านี้คือ ผู้ผลิต และจะซื้อปัจจัยต่างๆ ดังกล่าว เพื่อใช้ในการผลิตสินค้า และบริการต่อไป ตลาดแรงงาน (Labor Market) หมายถึง ตลาดที่มีการซื้อขายบริการจากแรงงาน ตลาดการเงิน (Financial Market) หมายถึง ตลาดที่มีการซื้อขายสินทรัพย์ทางการเงิน ไม่ว่าจะเป็นสินทรัพย์ของธุรกิจเอกชน หรือของสถาบันการเงินของรัฐสำหรับการแบ่งตลาด โดยอาศัยพฤติกรรมการตัดสินใจของผู้ผลิตในการกำหนดปริมาณ และราคาสินค้าที่จะทำการผลิตเพื่อจำหน่ายนั้น จะใช้ จำนวนผู้ขาย ( และผู้ซื้อ) และความเหมือนกัน หรือแตกต่างกันของสินค้ามาเป็นตัวกำหนด ซึ่งแบ่งตลาดออกดังนี้ ตลาดแข่งขันสมบูรณ์ (Perfect Competition) ตลาดผูกขาด (Monopoly) ตลาดผู้ผลิตน้อยราย (Oligopoly) ตลาดกึ่งแข่งขันกึ่งผูกขาด ( Monopolistic Competition)
See also:
►perfect competition,
►monopoly,
►oligopoly,
►monopolistic competition6.
market failureความล้มเหลวของกลไกตลาด
ความบกพร่องของระบบราคา ทำให้ไม่สามารถบรรลุการจัดสรรทรัพยากรได้อย่งมีประสิทธิภาพหรือเป้าหมายอื่นทางสังคม ทั้งนี้เนื่องจากเกิดปรากฏการณ์ด้านผลกระทบภายนอก ( (externalities) และการแข่งขันไม่สมบูรณ์ ( imperfect competition)
Source: พจนานุกรมศัพท์เศรษฐศาสตร์ สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
7.
market shareส่วนแบ่งการตลาดSyn:
►share of market8.
micro economicsเศรษฐศาสตร์จุลภาค
เศรษฐศาสตร์ว่าด้วยเศรษฐกิจส่วนย่อย ได้แก่การศึกษาทฤษฎีว่าด้วยการกำหนดราคาสินค้าในตลาดแบบต่างๆ ทฤษฎีการผลิต ต้นทุน รายรับ การวิเคราะห์ตัวกำหนดราคาของปัจจัยการผลิต พฤติกรรมผู้บริโภค
Source: พจนานุกรมศัพท์เศรษฐศาสตร์ สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์See also:
►macro economics9.
Money Marketsตลาดเงิน
ตลาดเงิน (money market) คือ ตลาดที่ทำหน้าที่บริการให้ผู้ขอกู้เงินกับผู้ให้กู้เงินระยะสั้น ปกติไม่เกิน 1 ปี การซ้อขายหลักทรัพย์ทางการเงินที่มีอายุการไถ่ถอนระยะสั้น เช่น ตั๋วแลกเงิน ตั๋วสัญญาใช้เงิน และตั๋วเงินคลัง เป็นที่รวมกลไกลทั้งหลายที่ทำให้การหมุนเวียนของเงินทุนระยะสั้นเป็นไปด้วยดี อันได้แก่ การจัดหาเงินทุนเพื่อการประกอบการธุรกิจ การให้สินเชื่อบุคคล และการจัดหาเงินทุนระยะสั้นให้แก่ภาครัฐ แบ่งเป็น1.ตลาดเงินในระบบ ซึ่งประกอบด้วยสถาบันการเงินที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมาย ได้แก่ ธนาคารพาณิชย์ บริษัทเงินทุน และหลักทรัพย์ และธนาคารกลาง กิจกรรมสำคัญในตลาดเงินในระบบ ได้แก่ การกู้ยืมระหว่างธนาคารด้วยกันเอง (inter-bank loan หรือ call loan) ระยะเวลาตั้งแต่ 1 วันขึ้นไป การกู้โดยตรงหรือเบิกเงินเกินบัญชี (loan and overdraw_ โดยมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน การกู้โดยขายตราสารทางการเงิน ตั๋วเงินคลัง ตั๋วสัญญาใช้เงิน ตราสารการค้า ตลอดจนตราสารที่ธนาคารรับรอง และ2.ตลาดเงินนอกระบบ ซึ่งไม่มีกฎหมายรองรับสถานภาพ กิจกรรมที่สำคัญได้แก่ การให้กู้ การเล่นแชร์ การขายฝาก ฯลฯ ตลาดเงินนอกระบบยังมีบทบาทมากในประเทศกำลังพัฒนา
10.
monetary policyนโยบายการเงิน
การดูแลปริมาณเงินและสินเชื่อโดยธนาคารกลาง เพื่อบรรลุเป้าหมายทางเศรษฐกิจประการใดประการหนึ่ง หรือหลายประการ อันได้แก่ การรักษาเสถียรภาพทางราคา การส่งเสริมให้มีการจ้างงานเต็มที่ การรักษาความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ การรักษาความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ การรักษาดุลยภาพของดุลการชำระเงินระหว่างประเทศ และการกระจายรายได้ที่เป็นธรรม มาตรการทางการเงินต่างๆที่ธนาคารกลางนำมาใช้ได้แก่ การซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาด การเพิ่มหรือลดอัตราเงินสดสำรองตามกฎหมาย การเพิ่มหรือลดอัตรารับช่วงซื้อดล และการควบคุมเชิงคุณภาพ ในกรณีของไทย ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ใช้นโยบายการเงินเพื่อมุ่งรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจเป็นเป้าหมายหลัก ส่วนเป้าหมายรอง ๆ ลงไปคือ การสนับสนุนการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคมและการเสริมสร้างความมั่นคงของสถาบันทางการเงิน
Source: พจนานุกรมศัพท์เศรษฐศาสตร์ สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์See also:
►fiscal policy11.
monopolistic competitionตลาดกึ่งแข่งขันกึ่งผูกขาด
ตลาดกึ่งแข่งขันกึ่งผูกขาด ( Monopolistic Competition)เป็นตลาดที่มีผู้ซื้อและผู้ขายเป็นจำนวนมาก ผู้ขายแต่ละรายไม่มีใครมีอำนาจผูกขาด สินค้าที่ผลิตอออกขายมีลักษณะเหมือนกันคือทดแทนกันได้แต่ไม่สมบูรณ์ ดังนั้น ผู้ผลิตแต่ละรายอาจมีอำนาจผูกขาดบ้าง เนื่องจากลักษณะสินค้าของเขาแตกต่างจากผู้ผลิตรายอื่น (product differentiation) ผู้ผลิตในตลาดประเภทนี้มักจะใช้การโฆษณาเป็นเครื่องมือที่จะทำให้ผู้บริโภคเห็นความแตกต่างของตัวสินค้าของตน ซึ่งจะช่วยเพิ่มอุปสงค์ให้กับบริษัทของตัวเอง ดังนั้น บทบาทของการโฆษณาในตลาดประเภทนี้จึงมีค่อนข้างมาก เมื่อเปรียบเทียบกับตลาดแข่งขันสมบูรณ์และตลาดผูกขาด ตัวอย่างตลาดประเภทนี้ ตลาดภัตราคาร บ้านจัดสรร เครื่องนุงห่ม รถยนต์และน้ำดื่ม เป็นต้น
See also:
►Market12.
monopolyตลาดผูกขาด
ตลาดผูกขาด (Monopoly) ตลาดผูกขาด มีลักษณะที่สำคัญคือ เป็นตลาดที่มีผู้ผลิตเพียงรายเดียว สินค้าที่ผลิตไม่สามารถหาสินค้าอื่นทดแทนได้ หรือทดแทนได้ไม่สมบูรณ์ ตลาดประเภทนี้เกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย เช่น บริษัทควบคุมปัจจัยการผลิตเพียงรายเดียว หรือมีความรู้ด้านเทคโนโลยีแต่เพียงผู้เดียว หรือบางกรณีเกิดจากการคุ้มครองทางกฎหมาย เช่น ลิขสิทธ์ สัมปทาน เป็นต้น ตัวอย่างของโครงสร้างตลาดประเภทนี้คือ กิจการประปา ไฟฟ้า โทรศัพท์ ทางด่วน กิจการรถโดยสารในกรุงเทพฯ ที่บริหารโดย ขสมก. เป็นต้นผู้ผลิตในตลาดนี้จะสามารถกำหนดราคาและปริมาณผลผลิตได้ เนื่องจากไม่มีคู่แข่ง อุปสงค์ของบริษัทผูกขาดก็คืออุปสงค์ของตลาด ตลาดประเภทนี้รัฐบาลมักเข้าไปดูแลโดยเฉพาะในเรื่องการเข้าไปแทรกแซงเรื่องราคาในรูปแบบต่าง ๆ ทั้งนี้เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของผู้บริโภค อย่างไรก็ตาม การที่ผู้ผลิตมีอำนาจสามารถกำหนดราคาได้ตามที่ต้องการ (กรณีที่รัฐบาลไม่ได้มีการควบคุมราคา) ไม่ได้หมายความว่า ผู้ผูกขาดจะไม่คำนึงการสนองตอบของผู้บริโภค ทั้งนี้เพราะอาจมีสินค้าอื่นที่ทดแทนได้บ้าง ตัวอย่างเช่น ทางด่วน ผู้บริโภคอาจเลือกใช้ถนนทั่วไป ดังนั้นการกำหนดราคาในระดับที่สูงอาจมีผลกระทบต่อรายรับและกำไรของผู้ผลิตในที่สุด
13.
multinational corporationsบรรษัทข้ามชาติ
สหประชาชาติให้คำนิยามบรรษัทข้ามชาติไว้ดังนี้ "บรรษัทที่ควบคุมทรัพย์สินในประเทศตั้งแต่ 2 ประเทศขึ้นไป " นอกจากนี้ยังมีนิยามของหน่วยงานอื่นและนักวิชาการอีกมากมายหลายสำนวน ซึ่งอาจจำแนกนิยามบรรษัทข้ามชาติออกเป็น 3 ลักษณะ คือ (1) นิยามจากการลงทุนในต่างประเทศ เป็นการพิจารณาในด้านโครงสร้าง การไปลงทุนในต่างประเทศมีวัตถุประสงค์เพื่อขยายอำนาขการควลคุมโดยตรงจากบริษัทแม่ไปสู่บริษัทลูกที่อยู่ต่างประเทศโดยการซื้อบริษัทท้องถิ่นมาดำเนินกิจการต่อ หรือ การบุกเบิกเปิดกิจการใหม่ทั้งนี้บริษัทแม่อาจเป็นเจ้าของกิจการบริษัทลูกโดยสมบูรณ์ หรือเป็นการร่วมทุนโดยบริษัทแม่ถือหุ้นในสัดส่วนต่างๆ (2)นิยามจากขอบเขตของการผลิตในต่างประเทศ เป็นการพิจารณาด้านผลการปฏิบัติ (performance) หรือ พิจารณาระดับของการข้ามชาติ (degree of internationalization) ทั้งนี้โดยดูจากอัตราส่วนของยอดผลิตของบริษัทลูกที่อยู่ในต่างประเทศ ต่อยอดขายทั้งหมดของบรรษัทข้ามชาตและยังดูจากอัตราส่วนการส่งออกของบรรษัทข้ามชาติตอยอดขายทั้งหมดของบรรษัทข้ามชาติและ (3) นิยายจากยุทธศาสตร์ระหว่างประเทศของบรรษัทข้ามชาติโดยพิจารณาจากทัศนคติของกลุ่มผู้บริหารระดับสูงในบรรษัทข้ามชาติที่มีต่อบริษัทลูกในต่างประเทศ ซึ่งแบ่งเป็น 4 ลักษณะ คือ (1)มุ่งสู่บริษัทแม่เป็นหลัก (2)มุ่งสู่ท้องถิ่นที่ไปลงทุนเป็นหลัก อำนาจการตัดสินใจเรื่องสำคัญยังอยู่ที่บริษัทแม่แต่แบ่งอำนาจการตัดสินใจเรื่องรองให้บริษัทลูก (3)มุ่งเป็นเขต ให้แต่ละเขตมีอำนาจตัดสินใจเด็ดขาด และ (4)มุ่งพิจารณาระดับโลก มุ่งประสิทธิภาพสูงสุดในระดับโลกโดยการจัดสรรทรัพยากรของบรรษัท ลักษณะที่ 4 เป็นอุดมคติ บรรษัทข้ามชาติในปัจจุบันส่วนใหญ่มุ่งใน 2-3 ลักษณะแรก การที่บรรษัทข้ามชาติดำเนินกิจการในหลายประเทศ ก็เพื่อประโยชน์ทางด้านการหาปัจจัยการผลิต การขยายตลาด การลดต้นทุนต่าง ๆ รวมทั้งค่าขนส่ง ตลอดจนหาประโยชน์ทางเศรษฐกิจของประเทศต่าง ๆ เช่น นโยบายการให้สิทธิพิเศษด้านภาษี เป็นต้น
Source: พจนานุกรมศัพท์เศรษฐศาสตร์ สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
1.
national incomeNIรายได้ประชาชาติ
ผลิตภัณฑ์ประชาชาติสุทธิตามราคาปัจจัยการผลิต ( net national product at factor costs ) ซึ่งได้แก่ ค่าจ้าง ค่าเช่า ดอกเบี้ย และกำไร รายได้ประชาชาติมีความสัมพันธ์กับผลิตภัณฑ์ประชาชาติเบื้องต้น ดังนี้ NI = GNP - ค่าเสื่อมราคา - ภาษีทางอ้อมธุรกิจ - เงินอุดหนุน เป็นที่ยอมรับกันว่าข้อมูลรายได้ประชาชาติ ใช้สำหรับการวิเคราะห์แบบแผนการกระจายรายได้ดีกว่าข้อมูลของผลิตภัณฑ์ประชาชาติเบื้องต้น ( GNP )
Source: พจนานุกรมศัพท์เศรษฐศาสตร์ สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์See also:
►gross national product2.
normal goodsสินค้าปกติ
สินค้าที่ผู้บริโภคจะซื้อเพิ่ม (หรือลดลง) ขึ้นเมื่อรายได้ของเขาเพิ่มขึ้น (หรือลดลง) ความยืดหยุ่นของอุปสงค์ต่อรายได้ของสินค้าปกติจะมีค่าอยู่ระหว่าง 0 และ 1 ตัวอย่างของสินค้าปกติมีมากมาย อาทิ อาหาร เสื้อผ้า เครื่องใช้ไฟฟ้า พลังไฟฟ้า เชื้อเพลิง ฯลฯ
Source: พจนานุกรมศัพท์เศรษฐศาสตร์ สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์See also:
►giffen goods,
►inferior goods1.
oligopolyตลาดผู้ผลิตน้อยราย
ตลาดที่มีผู้ผลิตน้อยราย (Oligopoly)เป็นตลาดที่มีผู้ผลิตน้อยรายซึ่งอาจจะผลิตสินค้าที่มีลักษณะเหมือนกันทุกประการ หรือ แตกต่างกันบ้าง (ทดแทนกันไม่สมบูรณ์) คำว่า น้อยราย ไม่ได้ระบุชัดว่าควรจะมีกี่บริษัทในตลาด โดยปกติพิจารณาตั่งแต่ 2 รายขึ้นไป (สำหรับตลาดที่มีผู้ผลิตเพียง 2 ราย เรียกว่า Monopsony) พฤติกรรมการกำหนดราคา ปริมาณ และกลยุทธ์ด้านอื่น ๆ ของผู้ผลิตในตลาดนี้ขึ้นอยู่กับว่า ผู้ผลิตมีการรวมตัวกันหรือแข่งขันกัน ในกรณีที่ผู้ผลิตมีการรวมตัวกัน แนวการวิเคราะห์พฤติกรรมของผู้ผลิตในการกำหนดราคาหรือพฤติกรรมด้านอื่น จะเหมือนกับกรอบทฤษฎีที่ใช้วิเคราะห์ตลาดผูกขาด สำหรับกรณีที่ผู้ผลิตมีการแข่งขันกัน การวิเคราะห์พฤติกรรมมักจะอยู่ภายใต้แนวคิดเรื่อง ทฤษฎีเกมส์ (Game Theory) ทั้งนี้เนื่องจากว่าเป็นตลาดที่มีผู้ผลิตน้อยราย กลยุทธ์หรือพฤติกรรมของบริษัทหนึ่งย่อมจะมีผลกระทบต่ออีกบริษัทหนึ่งและสามารถสังเกตุและวิเคราะห์ผลกระทบได้ง่าย ดังนั้นผู้ผลิตอีกรายจะมีการตอบโต้ โดยทั่วไป ผู้ผลิตที่อยู่ในตลาดประเภทนี้มักจะหลีกเลี่ยงการแข่งขันกันทางด้านราคา ทั้งนี้ เนื่องจากกลัวว่า จะเกิดสงครามราคา คือแข่งขันกันลดราคา ดังนั้นผู้ผลิตมักจะแข่งขันกันบนพื้นฐานของคุณภาพ การโฆษณา การบริการ และรูปแบบอื่นๆ เช่น ของแจกแถม เป็นต้น นอกจากนี้ พฤติกรรมของผู้ผลิตในตลาดประเภทนี้ มีหลายรูปแบบ เช่น รวมตัวกัน (collusion) หรือมีบริษัทขนาดใหญ่ทำตัวเป็นผู้นำในการกำหนดราคา ( Price Leadership) หรือมีนโยบายการแข่งขันที่ไม่ใช่ราคารูปแบบต่างๆ ตัวอย่างของตลาดประเภทนี้ในบ้านเรา คือ โทรศัพท์มือถือ ธุรกิจทีวี ธุรกิจเบียร์ ธุรกิจปูนซิเมนต์ เป็นต้น
See also:
►Market2.
Open economyระบบเศรษฐกิจแบบเปิด
ระบบเศรษฐกิจที่มีการติดต่อทางเศรษฐกิจกับต่างประเทศ การพิจารณาว่าประเทศใดมีขนาดของการเปิดประเทศมากน้อยเพียงใด อาจดูจากอัตราส่วนมูลค่าการค้ากับต่างประเทศ (ผลรวมมูลค่าสินค้าออกและมูลค่าสินค้าเข้า) ต่อรายได้ประชาชาติ ถ้าอัตราส่วนดังกล่าวมีค่าสูงก็เป็นระบบเศรษฐกิจค่อนข้างเปิด ถ้าอัตราส่วนนี้มีค่าต่ำก็เป็นระบบเศรษฐกิจค่อนข้างปิด ในปี พ.ศ. 2539 ประเทศไทยมีอัตราส่วนดังกล่าวอยู่ในระดับราว 70 ซึ่งแสดงว่าระบบเศรษฐกิจไทยค่อนข้างเปิด
Source: พจนานุกรมศัพท์เศรษฐศาสตร์ สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
3.
optimum currency areaเขตที่มีระบบการเงินที่เหมาะสม
เขตของกลุ่มประเทศทีตกลงใช้เงินตราร่วมกัน ซึ่งอาจใช้เงินตราเพียงสกุลเดียวหรือหลายสกุล ในระบบนี้การแลกเปลี่ยนเงินตราของประเทศภายในกลุ่มต้องเป็นไปโดยสะดวกและไม่จำกัดปริมาณ ขณะเดียวกันอัตราแลกเปลี่ยนของเงินตราสกุลนั้นเทียบกับเงินตราของประเทศนอกกลุ่มจะเปลี่ยนไปตามราคาตลาด ประชาคมเศรษฐกิจยุโรปเคยใช้ระบบการเงินที่เหมาะสม ซึ่งเรียกว่า European Monetary System โดยมีการสร้างหน่วยเงินตราแห่งยุโรป (European Currency Unit ) ในระหว่าง ค.ศ. 1979 ถึง ค.ศ. 1986 และฟื้นฟูระบบการเงินนี้อีกครั้งตั้งแต่ปี ค.ศ. 1991
Source: พจนานุกรมศัพท์เศรษฐศาสตร์ สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
4.
Organization of Petroleum Exporting CountriesOPECองค์การประเทศผู้ส่งออกน้ำมันดิบ; โอเปค; กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน
เป็นองค์กรของกลุ่มประเทศผู้ผลิตและส่งออกน้ำมันดิบ มีวัตถุประสงค์เพื่อร่วมกันกำหนดนโยบายเกี่ยวกับการผลิตและการกำหนดราคาน้ำมันดิบ ก่อตั้งขึ้นเมื่อ ค.ศ. 1960 โดยความริเริ่มของประเทศเวเนซุเอลา ในระยะแรกประกอบด้วยประเทศสมาชิกก่อตั้ง 6 ประเทศ ได้แก่ อิหร่าน อิรัก คูเวต ลิเบีย ซาอุดีอารเบีย เวเนซุเอลา และต่อมาประเทศสมาชิกเพิ่มอีก ได้แก่ แอลจีเรีย เอกวาดอร์ กาบอง อินโดนีเศีย ไนจีเรีย กาตาร์ และสหรัฐอาหรับเอมิเตรส์ องค์กรนี้มีการประชุมทุก ๆ 2 ปี เพื่อพิจารณาและอนุมัติยุทธศาสตร์เกี่ยวกบราคาและการผลิตของประเทศสาสชิก ใน ค.ศ. 1976 ภายในองค์กรดังกล่าวมีปัญกาความขัดแย้าเกี่ยวกับการกำหนดโครงสร้างราคา 2 ราคา และถึงแม้ว่าจะมีการฟื้นฟูการใช้ราคาเดียวชั่วคราวใน ค.ศ. 1977 แต่ความแตกแยกเดี่ยวกับนโยบายราคาของประเทศสมาชิกยังคงดำรงอยู่ สมาชิกกลุ่มหนึ่งนำโดยซาอุดีอาระเบียไม่ต้องการให้มีการเปลี่ยนแปลงราคาอย่างฉับไว ส่วนสมาชิกอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งนำซึ่งนำโดย แอลจีเรีย ลิเบีย และอิหร่าน ต้องการให้ดำเนินนโยบายราคาที่แข็งกร้าว นอกจากกิจกรรมหลักดังกล่าวแล้ว โอเปกได้ให้เงินสนับสนุนโครงการพัฒนาและดก้ปัญหาขาดดุลการชำระเงินในประเทศกำลังพัฒนา โดยผ่านกองทุนพิเศษของโอเปก
Source: พจนานุกรมศัพท์เศรษฐศาสตร์ สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
1.
Parameterพารามิเตอร์
หมายถึง ค่าที่แสดงลักษณะบางประการของประชากร และสามารถคำนวณได้จากข้อมูลทุกหน่วยของประชากร (population)พารามิเตอร์อาจจะแสดงในลักษณะของตัวเลข หรือไม่ใช่ตัวเลขก็ได้ และนิยมใช้สัญลักษณ์อักษรกรีกแทน พารามิเตอร์ ซึ่งจะแตกต่างจาก ค่าสถิติ (Statistic) ซึ่งเป็นค่าที่แสดงลักษณะ หรืออธิบายคุณลักษณะบางประการของกลุ่มตัวอย่าง ค่าสถิติสามารถคำนวณได้จากข้อมูลทุกหน่วยของกลุ่มตัวอย่าง(sample)และนิยมใช้สัญลักษณ์ หรือ อักษรภาษาอังกฤษแทนค่าสถิติ ค่าสถิติ ถือว่ามีบทบาท และความสำคัญในการประมาณค่าพารามิเตอร์ และการทดสอบสมมติฐาน ตัวอย่างเปรียบเทียบระหว่าง ค่า parameter และค่า statistic
Quantity
Parameter
Statistic
Mean
μ
M
Standard deviation
σ
s
Proportion
π
p
Correlation
ρ
r
See also:
►Statistic2.
pareto optimumดุลยภาพสูงสุดพาราโต
สภาพการณ์ที่มีการจัดสรรทรัพยากรการผลิตอย่างเหมาะสมที่สุด และทำให้สังคมโดยส่วนรวมได้รับความพอใจสูงสุด นั่นคือสังคมไม่สามารถจัดสรรทรัพยากรการผลิตใหม่เพื่ให้ได้รับความพอใจมากไปกว่านี้ โดยไม่ทำให้ผู้บริโภคอื่นแม้เพียงคนเดียวอยู่ในสภาพที่เลวลง เป็นแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์สวัสดิการของพาราโต นักเศษฐศาสตร์ชาวอิตาเลียน
Source: พจนานุกรมศัพท์เศรษฐศาสตร์ สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
3.
perfect competitionการแข่งขันอย่างสมบูรณ์; ตลาดแข่งขันสมบูรณ์
ตลาดแข่งขันสมบูรณ์ (Perfect Competition)ตลาดประเภทนี้มีผู้ขายจำนวนมาก แต่ละรายจะมีขนาดเล็ก และ สินค้าจากทุกหน่วยผลิตมีลักษณะเหมือนกันทุกประการ (Homogeneous products) การที่ผู้ขายแต่ละรายมีขนาดเล็ก ทำให้การเปลี่ยนแปลงปริมาณการขายของแต่จะไม่กระเทือนราคา การเคลื่อนย้ายทรัพยากรมีได้อย่างสมบูรณ์ และมีข้อจำกัดในการเข้าสู่ตลาดน้อยมาก และทุกหน่วยเศรษฐกิจมีความรู้อย่างสมบูรณ์เกี่ยวกับสภาพของตลาด กล่าวอีกนัย คือ การที่จะมีผู้ผลิตรายใหม่เข้ามาในตลาดนั้นค่อนข้างง่าย และ ตัวอย่างของตลาดประเภทนี้ คือ ตลาดสินค้าเกษตร เป็นต้น ในตลาดประเภทนี้ ผู้ผลิตแต่ละรายไม่สามารถกำหนดราคาขายของสินค้าตนเองได้ หากแต่จะต้องยอมรับราคาขายที่กำหนดมาจากตลาด กล่าวอีกนัยคือถ้าผู้ผลิตรายใหม่ที่ต้องการเข้ามาแข่งขันในตลาดประเภทนี้ต้องยอมรับราคาขายที่กำหนดจากตลาด ซึ่งถูกกำหนดโดยอุปสงค์และอุปทานรวมของตลาดเหมือนกับตลาดแข่งขันสมบูรณ์ตลาดแข่งขันสมบูรณ์มีลักษณะเช่นเดียวกับตลาดแข่งขันแท้จริง แต่มีข้อสมมติเพิ่มเติมจากตลาดแข่งขันแท้จริงอีกหนึ่งประการ คือ ทั้งผู้ซื้อและผู้ขายต่างก็มีข้อมูลเดี่ยวกับสภาพการณ์ของตลาดอย่างสมบูรณ์ ตลาดแข่งขันอย่างแท้จริงและตลาดแข่งขันแย่าสมบูรณ์หาไม่ได้ในความเป็นตริง เท่าที่มีอยู่ก็เป็นเพียงตลาดที่ใกล้เคียงการแข่งขันสมบูรณ์เท่านั้น ซึ่งได้แก่ตลาดผลผลิตการเกษตรบางอย่าง เช่น ข้า และมันสำปะหลัง เป็นต้น การสร้างแบบจำลองตลาดแข่งขันสมบูรณืมีจุมุ่งหมายเพื่อใช้เป็นตัวแบบในการศึกษาการทำงานของตลาดแบบง่าย ๆ เพื่อสร้างความเข้าใจพื้นฐานสำหรับการศึกษาตลาดแบบอื่น ๆ ต่อไป
See also:
►imperfect competition,
►pure competition,
►Market4.
preferential trade arrangementข้อตกลงพิเศษทางการค้า
ประเทศผู้นำเข้าให้สิทธิพิเศษทางการค้าบางอย่งแก่ประเทศคู่ค้าบางประเทศ เช่น การเก็บภาษีสินค้าน้ำเข้าจากประเทศเหล่านั้นในอัตราต่ำกว่าที่เรียกเก็บจากประเทศคู่ค้าอื่น ๆ หรือ ยกเว้นการใช้มาตรการที่มิใช่ภาษีกับประเทศเหล่านั้นเป็นกรณีพิเศษ
Source: พจนานุกรมศัพท์เศรษฐศาสตร์ สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
5.
price effectผลของราคา
ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของการบริโภคสินค้า และบริการ สืบเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงในราคาของสินค้าชนิดนั้น โดยที่รายได้ที่เป็นตัวเงินยังเท่าเดิม ซึ่งจะประกอบด้วย 2 ส่วนคือ ผลของรายได้ และ ผลของการทดแทนผลของรายได้ เกิดขึ้นเมื่อราคาสินค้าเปลี่ยนแปลง ทำให้รายได้ที่แท้จริงของผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไป การบริโภคสินค้าชนิดนั้นจึงเปลี่ยนแปลงไปผลของการทดแทน เกิดขึ้นเมื่อราคาสินค้าชนิดที่บริโภคเปลี่ยนแปลง เมื่อราคาโดยเปรียบเทียบกับสินค้าทดแทนเปลี่ยนแปลง ผู้บริโภคจึงบริโภค ปริมาณสินค้าทดแทนเปลี่ยนแปลงไปด้วย (เพิ่มขึ้นหรือลดลง)
See also:
►substitution effect,
►income effect6.
private goodsสินค้าเอกชน
สินค้าแยกการบริโภคออกจากกันได้ (rival comsumption) ยกตัวอยาง เสื้อที่นาย ก สวมใส่ เป็นคนละตัวกับที่นาย ข สวมอยู่ สามารถกีดกันมิให้ผู้อื่นใช้ประโยชน์จากเสื้อตัวนั้นได้
Source: พจนานุกรมศัพท์เศรษฐศาสตร์ สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์See also:
►public goods7.
public goodsสินค้าสาธารณะ
สินค้าที่บริโภคร่วมกัน (joint consumption) ยกตัวอย่าง ถนนที่ นาย ก กำลังขับรถอยู่ ก็เป็นถนนสายเดียวกันกับที่มีบุคคลอื่นใช้สัญจรไปมาอยู่เช่นกัน นอกจากนี้เป็นสินค้าที่ไม่สามารถกีดกันบุคคล หรือกลุ่มบุคคลใดให้พ้นจากการบริโภคได้ ทั้งนี้อาจเป็นเพราะมีผู้บริโภคจำนวนมหาศาล จนทำให้การกีดกันเป็นไปได้ยาก เช่น ถนน โรงพยาบาล น้ำประปา เป็นต้น หรืออาจเป็นเพราะการบริโภคที่เพิ่มขึ้นของบุคคลกลุ่มหนึ่งไม่เป็นเหตุให้บุคคลกลุ่มอื่นต้องบริโภคลดลง หรือขาดโอกาสในการบริโภค เช่น การป้องกันประเทศ การกระจายเสียงทางวิทยุ เป็นต้น
Source: พจนานุกรมศัพท์เศรษฐศาสตร์ สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์See also:
►private goods8.
purchasing powerอำนาจซื้อ
ความสามารถในการซื้อสินค้าและบริการของเงิน 1 หน่วย ขึ้นอยู่กับระดับราคาสินค้าโดยทั่วไปหรือดัชนีราคา การลดลงของอำนาจซื้อวัดได้จาการเพิ่มขึ้นของดัชนีราคา เช่น ถ้าดัชนีราคาเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า ความสามารถในการซื้อสินค้าและบริการของเงิน 1 หน่วย จะลดลงครั้งหนึ่ง
Source: พจนานุกรมศัพท์เศรษฐศาสตร์ สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์Syn: purchase power
9.
pure competitionการแข่งขันอย่างแท้จริง
ตลาดแข่งขันแท้จริงมีข้อสมมติต่อไปนี้ (1) ผู้ขายและผู้ซื้อมีมากราย (2) สินค้ามีลักษณะและคุณภาพเหมือนกันทุกประการ สามารถใช้ทดแทนกันได้อย่างสมบูรณ์ (3) ผู้ขายรายใหม่เข้าสู่ตลาดได้อย่างเสรีปราศจากอุปสรรคกีดขวางใด ๆ และผู้ผลิตรายเก่าสามารถออกจากตลาดได้โดยง่าน และ (4) สามารถเคลื่อนย้ายสินค้าไปยังที่ต่าง ๆ ได้โดยสะดวงและไม่ต้องเสียค่าขนส่งมากจนถึงกับมีผลต่อราคาสินค้า
Source: พจนานุกรมศัพท์เศรษฐศาสตร์ สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์See also:
►perfect competition, ►imperfect competition
1.
Quantity Theory of Moneyทฤษฎีปริมาณเงิน
ทฤษฎีปริมาณเงิน เป็นแนวคิดของนักเศรษฐศาสตร์สำนักคลาสสิก ทฤษฎนี้ระบุว่าการเพิ่มปริมาณเงินเป็นสาเสหตุโดยตรงของการเพิ่มอุปสงค์มวลรวม ซึ่งนำไปสูภาวะเงินเฟ้อ แสดงโดย "สมการแห่งการแลกเปลี่ยน" ทั้งของ Fisher และ Marshall : MV=PQ โดยมีข้อสมมติว่า อัตราการหมุนเวียนของเงิน (V) คงที่ และปริมาณผลผลิต (Q) คงที่ เนื่องจากเศรษฐกิจอยู่ ณ ระดับการจ้างงานเต็มที่ ดังนั้น การเพิ่มขึ้นของปริมาณเงิน (M) จะทำให้ระดับราคา (P) เพิ่มขึ้นในสัดส่วนเดียวกัน ต่อมานักเศรษฐศาสตร์ได้ปรับปรุงแนวคิดนี้โดยสรุปว่าราคาจะผันแปรผันโดยตรงกับปริมาณเงิน
Source: พจนานุกรมศัพท์เศรษฐศาสตร์ สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
2.
quotasโควตา
เรียกทับศัพท์ว่า โควตา เป็นการกำหนดปริมาณหรือมูลค่าสูงสุดของสินค้าเข้าหรือสินค้าออก ซึ่งผู้นำเข้าหรือผู้ส่งออกสามารถนำเข้าหรือส่งออกได้ โดยปกติจะกำหนดระยะเวลาไว้ด้วย เช่น ภายใน 1 ปี เป็นต้น การกำหนดโควตาสินค้าเข้ามีวิตถุประสงค์หลักเพื่อคุ้มครองผู้ผลิตสินค้าประเภทเดียวกับที่มีการนำเข้าจากต่งประเทศ หรือเพื่อแก้ปัญหาดุลการค้าขาดดุล โดยเฉพาะในกรณีที่สินค้านั้นเป็นสินค้าฟุ่มเฟือย ส่วนการกำหนดโควตาสินค้าออกมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อป้องกันการขาดแคลนสินค้าชนิดนั้นภายในประเทศ โดยมากจะเป็นสินค้าที่มีความสำคัญในการดำรงชีพ เช่น ข้าว และอาหารหลักบางชนิด เป็นต้น โดยทั่วไปการใช้โควตาควบคุมการส่งออกหรือการสั่งเข้าได้ผลดีกว่าภาษีศุลกากรเพราะสามารถควบคุมปริมาณหรือมูลค่าสินค้าได้แน่นอนกว่า อีกทั้งสามารถะเปลี่ยนแปลงได้ง่ายและรวดเร็วกว่าภาษีซึ่งต้องผ่านการอนุมัติจากสภานิติบัญญติ แต่มีข้อเสียที่ฉกรรจ์คืออาจเกิดการฉ้อราษฎร์บังหลวงได้สะดวกกว่าภาษีศุลกากร
Source: พจนานุกรมศัพท์เศรษฐศาสตร์ สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
1.
reserve currenciesทุนสำรองเงินตรา; ทุนสำรองเงินตราระหว่างประเทศ
เงินตราสกุลสำคัญ ๆ ที่ใช้เป็นทุนสำรองระหว่างประเทศ ( international reserves ) เป็นสกุลเงินที่ยอมรับกันอย่างแพร่หลาย ส่วนใหญ่เป็นเงินตราของประเทศที่มีบทบาทสำคัญต่อการค้าของโลก เช่น เงินดอลลาร์ของประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นประเทศที่มีอิทธิพลมากทางการเมืองและการค้าของโลก นอกจากนี้ก็ยังมีเงินตราสกุลสำคัญอื่น ๆ เช่น เงินปอนด์สเตอร์ลิงของอังกฤษ เงินมาร์กของเยอรมัน เงินฟรังก์ของสวิตเซอร์แลนด์ และเงินเยนของญี่ปุ่น เป็นต้น โดยทั่วไปประเทศต่างๆ จะถือเงินตราสกุลต่าง ๆ ในสัดส่วนที่แตกต่างกันตามปริมาณการค้าระหว่างประเทศที่ใช้เงินตราสกุลนั้น ๆ การถือเงินตราต่างประเทศหลาย ๆ สกุลเป็นทุนสำรองระหว่างประเทสจะช่วยลดผลกระทบอันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงค่าของเงินตราสกุลใด ๆ ได้เป็นอย่างดี
Source: พจนานุกรมศัพท์เศรษฐศาสตร์ สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
2.
reverse preferencesประเทศกำลังพัฒนาให้สิทธิพิเศษแก่ประเทศพัฒนาแล้ว
ประเทศกำลังพัฒนาให้สิทธิพิเศษทางด้านภาษีศุลกากรแก่ประเทศพัฒนาแล้วประเทศใดประเทศหนึ่งเป็นการเฉพาะ เพื่อตอบแทนที่ประเทศนั้นได้ให้สิทธิพิเศษแก่ประเทศของตน reverse preferences นี้นิยมใช้กันในการค้าระหว่างประเทศของกลุ่มประเทศยุโรปกอนที่จะมีการใช้ระบบสิทธิพิเศษทั่วไป ( generalized system of preferences - GSP ) และก่อนที่จะมีการลงนามในสนธิสัญญาโลเม
Source: พจนานุกรมศัพท์เศรษฐศาสตร์ สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
1.
savingการออม
เงินออมหมายถึงส่วนหนึ่งของรายได้ปัจจุบันที่ไม่ได้ใช้จ่ายไปเพื่อการบริโภค หากแต่เก็บไว้โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการใช้จ่ายต่าง ๆ ในอนาคต การใช้เงินออมอาจทำได้หลายรูปแบบ เช่น ถือไว้เป็นเงินสด นำเงินออมไปฝากธนาคาร หรือนำเงินออมไปซื้อหลักทรัพย์ เป็นต้น ขนาดของเงินออมขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ ได้แก่ (1) ขนาดของรายได้ ถ้าบุคคลมีรายได้เพิ่มขึ้น การออมก็จะเพิ่มขึ้น ตามไปด้วย (2)การคาดการณ์เกี่ยวกับรายได้ในอนาคต ถ้าผู้มีรายได้คาดว่าในอนาคตจะมีรายได้มาก ก็อาจจะเก็บออมในปัจจุบันน้อยลง และ (3) อัตราดอกเบี้ย ถ้าอัตราดอกเบี้ยในปัจจุบันอยู่ในระดับสูงจะจูงใจให้บุคคลเก็บเงินออมมากขึ้น อนึ่ง ในวิชาเศรษฐศาสตร์ยังมีอีกคำหนึ่งที่ใกล้เคียงกัน นั่นคือ คำว่า การออม ซึ่งหมายถึง การนำเงินออมไปลงทุนเพื่อหาผลประโยชน์ตอบแทน ดังนั้นเงินออมที่เก็บไว้เป็นเงินสดหรือแปลงสภาพเป็นสินทรัพย์ แต่เป็นสินทรัพย์ที่ไม่ก่อให้เกิดผลประโยชน์งอกเงยทางเศรษฐศาสตร์ไม่ถือว่าเป็นการออม
Source: พจนานุกรมศัพท์เศรษฐศาสตร์ สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
2.
share of marketส่วนแบ่งการตลาด
ปกติแล้วศัพท์คำนี้มักหมายถึงการเปรียบเทียบมูลค่าสินค้าโดยรวมในแต่ละประเภท (Category) ว่ามีหนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ละตราสินค้ามีส่วนแบ่งจากมูลค่าดังกล่าวเป็นสัดส่วนกี่เปอร์เซ็นต์ เช่น สมมุติว่าสินค้าในกลุ่มโลชั่นมีมูลค่าถึง 2,800 ล้านบาท แต่ละตราสินค้ามีส่วนแบ่งทางการตลาดเป็นสัดส่วนดังนี้- ซีต้า 30 เปอร์เซ็นต์- วาสลิน 28 เปอร์เซ็นต์- นีเวีย 17 เปอร์เซ็นต์- จอนห์สัน 7 เปอร์เซ็นต์- ยี่ห้ออื่นๆ 18 เปอร์เซ็นต์สัดส่วนดังกล่าวข้างต้นทำให้ทราบว่าแต่ละตราสินค้านั้นมีส่วนแบ่งทางการตลาด เป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของมูลค่าโดยรวมของสินค้าประเภทโลชั่นบำรุงผิว
Source:
ส่วนแบ่งสำคัญ ที่คนทำการตลาดต้องรู้จักSyn:
►market shareSee also:
►share of voice,
►share of mind,
►share of heart,
►share of wallet3.
special drawing rightSDRsสิทธิถอนเงินพิเศษ
เป็นทุนสำรองระหว่างประเทศที่สร้างขึ้นโดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ มีสภาพเป็นหน่วยบัญชี กล่าวคือ มีตัวเลขที่ปรากฎในบัญชี ซึ่งเรียกว่าบัญชีถอนเงินพิเศษ ด้วยเหตุที่ SDRs เป็นทุนสำรองระหว่างประเทศที่ไม่มีตัวตนเหมือนอย่างทุนสำรองระหว่างประเทศอื่น ๆ จึงมีผู้เรียก SDRs ว่า "ทองคำกระดาน" IMF เป็นผู้กำหนดและรับประกันมูลค่าของ SDRs คือ SDRs 1 หน่วย เทียบเท่ากับทองคำบริสุทธิ์ 0.888671 กรัม ทั้งนี้จะนำไปแลกเปลี่ยนเป็นทองคำไม่ได้ความเชื่อถือใน SDRs ตั้งอยู่บนรากฐานแห่งข้อตกลงรวมกัน ส่วนการสร้าง SDRs นั้นตกลงกันว่าจะสร้างขึ้นมาทุก 5 ปี โดยทยอยจัดสรรเป็นรายปี และให้มีปริมาณพอเหมาะกับความต้องการทุนสำรองระหว่างประเทศที่เพิ่มขึ้น สมาชิกของ IMF สามารถใช้ SDRs ในกรณีต่าง ๆ อาทิ ใช้ในการแก้ปัญหาการชาดดุลชั่วคราว แระเทศที่ขาดดุลสามารถใช้สิทธีถอนเงินพิเศษนี้ในการซึ้อเงินตราสกุลของตนกลับคืนจากประเทศที่เกินดุลได้ ใช้ในการชำระคืนเงินที่กู้ยืมจากกองทุน อย่างไรก็ตาม ปัจจุบัน IMF ได้ยุติการสร้าง SDRs เนืองจากหมดความจำเป็น
Source: พจนานุกรมศัพท์เศรษฐศาสตร์ สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์See also:
►international reserves,
►reserve currencies4.
stagnationภาวะงักงันทางเศรษฐกิจ
ภาวะเศรษฐกิจซบเซาโดยพิจารณาจากการที่อัตรเพิ่มของรายได้แท้จริงเฉลี่ยต่อคนอยู่ในตัราต่ำ ไม่เป็นที่นำพอใจ ซึ่งอาจหมายถึงรายได้หรือผลผลิตที่แท้จริงมีระดับคงที่ ลดลงหรือเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย ภาวะชะงักงันทางเศรษฐกิจอาจเกิดจากหนึ่งในสาเหตุ 2 ประการ ดังนี้ ประการแรก เกิดจากอัตราการเพิ่มของผลผลิตต่ำกว่าอัตราการเพิ่มของประชากรทั้ง ๆ ที่ได้มีการใช้ทรัพยากรเพื่อการผลิตอย่างเต็มที่แล้ว ประการที่สอง เกิดจากอุปสงค์รวมต่อสินค้าและบริการมีระดับต่ำ ทั้ง ๆ ที่ประเทศมีกำลังความสามารถในการผลิตสูง การที่อุปสงค์ในระดับต่ำทำให้ระบบเศรษฐกิจไม่สามารถทำการผลิตได้อย่างเต็มที่ตามกำลังความสามารถที่มีอยู่ ภาวะชะงักงันทางเศรษฐกิจอาจปรากฏเป็นระยะเวลานานหรือเพียงชั่วคราว นักเศรษฐศาสตร์บางท่านเชื่อว่าประเทศที่มีการพัฒนาทางเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาก เช่น สหรัฐอเมริกา และสหราชอาณาจักร เป็นต้น มีแนวโน้มที่จะเผชิญกับภาวะชะงักงันชั่วคราวด้วยสาเหตุประการที่สอง ทั้งนี้เพราะในประเทศทั้งสองนี้อัตรการพัฒนาทางเทคโนโลยีเป็นไปรวดเร็วมากเมื่อเทียบกับการเพิ่มประชากร จึงมีปริมาณอุปสงค์มวลรวมต่ำเมื่อเทียบกับกำลังการผลิต ทำให้ประเทศต้องลดกำลังการผลิตลง ซึ่งกำให้เกิดปัญหาการว่างงานและภาวะชะงักงันทางเศรษฐกิจตามมา อนึ่ง ญี่ปุ่นก็เป็นอีกประเทศหนึ่งที่มีกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นสูงกว่าการเพิ่มของอุปสงค์มวลรวม แต่เนื่องจากญี่ปุ่นสามารถระบายสินค้าและเคลื่อนย้ายกำลังการผลิตส่วนหนึ่งไปยังประเทศอื่นในรูปของสินค้าออกและการไปลงทุนในต่งประเทศ จึงทำให้ญี่ปุ่นสามารถหลีกเลี่ยงภาวะชะงักงันทางเศรษฐกิจได้ดีกว่าประเทศอื่น
Source: พจนานุกรมศัพท์เศรษฐศาสตร์ สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์See also:
►depression5.
Supplyอุปทาน
อุปทาน หมายถึงปริมาณสินค้า หรือบริการหนึ่งๆ ที่ผู้ขายยินดีนำออกเสนอขายในขณะหนึ่งๆ ณ ระดับราคาหนึ่ง กฎของอุปทาน ( law of supply ) เมื่อกำหนดให้สิ่งอื่นๆคงที่ ปริมาณสินค้า และบริการที่ผู้ผลิตยินดีเสนอขายจะเพิ่มขึ้นเมื่อระดับราคาสินเพิ่มสูงขึ้น ส่วนดุลยภาพ จะมีราคาสินค้าเพียงราคาเดียว และปริมาณสินค้าเพียงปริมาณเดียว ที่จะทำให้ปริมาณเสนอซื้อ และปริมาณเสนอขายเท่ากันพอดี เราเรียกระดับราคา และปริมาณดังกล่าวว่า ราคาดุลยภาพ ( equilibrium price ) และปริมาณดุลยภาพ (equilibrium quantity ) อุปทานที่ผู้ผลิตยินดีผลิต ขึ้นอยู่กับ-ต้นทุนของปัจจัยการผลิต-เทคโนโลยีในการผลิต-ราคาของสินค้าและบริการ (ซึ่งสูงมากเพียงพอที่จะทำให้ผู้ผลิตเปลี่ยนมาผลิตสินค้านั้นๆ)-ความสามารถของผู้ผลิตที่จะทำนายปริมาณความต้องการ และวางแผนการผลิตให้สอดคล้องกับช่วงเวลาที่ต้องการ
See also:
►Demand6.
substitution effect ผลของการทดแทน
ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงในราคาโดยเปรียบเทียบของสินค้าที่บริโภค กับสินค้าทดแทน ทำให้การบริโภคสินค้าทดแทนเปลี่ยนแปลงไป โดยที่ผู้บริโภคยังคงได้รับความพอใจเท่าเดิม โดยที่รายได้ที่แท้จริงเท่าเดิมเช่นว่า เรามีสินค้าที่บริโภคอยู่ 2 ชนิดคือ เนื้อหมู กับเนื้อปลาเมื่อราคาหมูเพิ่มขึ้น แต่ราคาปลาเดิม ทำให้ราคาหมู เปรียบเทียบกับราคาปลา เปลี่ยนแปลงไปผู้บริโภคจะบริโภคสินค้าที่ราคาโดยเปรียบเทียบลดลง คือบริโภคเนื้อหมูลดลง แต่เพื่อให้มีความพอใจเท่าเดิม ผู้บริโภคก็จะบริโภคสินค้าทดแทนเพิ่มขึ้น คือบริโภคเนื้อปลาเพิ่มขึ้น เป็นต้น ซึ่งเป็นผลของการทดแทนผลของการ
See also:
►price effect,
►income effect7.
swapsธุรกรรมคู่
การตกลงทั้งซื้อและขายพร้อมกัน อาจเป็นสินค้าหรือเงินตราต่างประเทศ (1)interest rate swaps การดำเนินการของ 2 ฝ่าย ทำธุรกรรมคู่เกี่ยวกับการกู้เงิน เนื่องจากโครงสร้างอัตราดอกเบี้ยเหมาะกับแต่ละฝ่าย ยกตัวอย่าง ผู้กู้กู้เงินระยะ 10 ปี อัตราดอกเบี้ยคงที่ อาจทำ swaps กับผู้กู้อีกรายหนึ่ง ซื้อกู้แบบอัตราดอกเบี้ยลอยตัว ซึ่งเมื่อแลกเงินกู้กันแล้ว แต่ละฝ่ายไดเงินกู้ที่สอดคล้องกับธุรกิจของตน (2) currency swaps การตกลงซื้อและขายเงินตราต่างประเทศจำนวนเดียวกันพร้อมกัน แต่ส่งมอบในเวลาต่างกัน อาจซื้อเพื่อส่งมอบวันนี้และขายล่วงหน้าไปทันที หรือขายวันนี้และซื้อล่วงหน้าในเวลาเดียวกัน
Source: พจนานุกรมศัพท์เศรษฐศาสตร์ สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
1.
Tariffภาษีศุลกากร
โดยทั่วไปหมายถึงภาษีที่เก็บมาจากสินค้าเข้าหรือสินค้าออก นอกจากนี้อาจหมายถึงรายการที่แสดงพิกันอัตราภาษีศุลกากรที่เก็บจากสินค้าเข้าชนิดต่าง ๆ การเก็บภาษีสินค้าเข้ามีมาตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 18 โดยมีวัตถุประสงค์ต่าง ๆ กัน ที่สำคัญได้แก่ การหารายได้เข้ารัฐ และการคุ้มครองอุตสาหกรรมหรือผู้ค้าภายในประเทศ ตามปกติการเก็บภาษีศุกลกากรขึ้นอยุ่กับภาวะเศรษฐกิจของประเทศผู้จัดเก็บและภาวะเศรษฐกิจโลก ในระยะที่เศรษฐกิจเฟื่องฟู ภาษีศุลากากรจะมีความสำคัญลดน้อยลง แต่ในภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ประเทศต่าง ๆ จะหันมาใช้ภาษีศุลกากร เป็นเครืองมือในกรหารายได้หรือปกป้องการผลิตภายในประเทศมากขึ้น
Source: พจนานุกรมศัพท์เศรษฐศาสตร์ สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
2.
tied loanเงินกู้ที่มีเงื่อนไขผูกพัน
เงินกู้ที่มีเงื่อนไขผูกพัน มักใช้กับเงินกู้ต่างประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นข้อผูกพันที่กำหนดให้ประเทศผู้กู้ต้องใช้เงินกู้ทั้งหมดหรือบางส่วนซื้อสินค้าหรือบริการจากประเทศผู้ให้กู้ การให้เงินกู้ในลักษณะนี้เป็นประโยชน์กับประเทศผู้ให้กู้ ซึ่งนอกจากได้ดอกเบี้ยแล้วยังเพิ่มการจ้างงานและสามารถส่งออกสินค้าและบริการได้มากขึ้น ประเทศด้อยพัฒนามักจะไม่มีทางเลือก กล่าวคือ ต้องกู้เงินที่มีเงื่อนไขผูกพัน ที่ผ่านมา Export-Import Bank of Washington (เรียกสั้น ๆ ว่า Exim Bank ) เป็นแหล่งเงินกู้สำคัญของสหรัฐอเมริการที่ให้เงินกู้แก่ต่างประเทศโดยมีข้อผูกพันดังกล่าว
Source: พจนานุกรมศัพท์เศรษฐศาสตร์ สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
3.
Tobin TaxTobin Tax
โทบิน แท็กซ์
James Tobin นักเศรษฐศาสตร์ผู้ได้รับรางวัลโนเบลในปี 1981 ได้เสนอให้ควบคุมการเคลื่อนย้ายเงินทุนโลกด้วยการเก็บภาษีมาตั้งแต่ปี 1972 วิธีการนี้จึงมีชื่อเรียกว่า Tobin Tax วัตถุประสงค์คือเพื่อลดการเก็งกำไรในการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศระยะสั้น และลดการเกิดวิกฤตทางการเงินเฉียบพลัน อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากการเคลื่อนย้ายเงินทุนจำนวนมากๆ เป็นการควบคุมความไม่แน่นอนของตลาดเงินตราต่างประเทศ และรักษาความเป็นอิสระของรัฐในการดำเนินนโยบายเงินตราระดับชาติเอาไว้โทบินเสนอให้เก็บภาษีในอัตรา 0.1-0.5% จากการซื้อขายเงินตรา ภาษีนี้จะช่วยชะลอการเก็งกำไรระยะสั้นลง เพราะจะมีการเก็บภาษีทุกครั้งที่มีการเคลื่อนย้ายเงินทุนข้ามพรมแดน แต่มีผลกระทบน้อยมากต่อการไหลเข้าออกของเงินลงทุนระยะยาว จึงไม่ส่งผลลบต่อการลงทุนในภาคการผลิตที่แท้จริง ข้อเสนอของโทบินไม่ต้องการให้มีองค์กรระดับโลกทำหน้าที่นี้ แต่ให้รัฐบาลในแต่ละประเทศเป็นผู้เก็บภาษีเอง เพียงแต่สร้างข้อตกลงเกี่ยวกับอัตราภาษีร่วมกันในหมู่ประเทศที่เป็นศูนย์กลางการเงินโลกข้อดีของ Tobin Tax มีดังนี้คือ1.เป็นเครื่องมือที่ดีเพื่อลดการเก็งกำไรระยะสั้นและความผันผวนของตลาด2.ช่วยให้รัฐบาลมีอิสระมากขึ้นในการวางนโยบายการเงินและเศรษฐกิจมหภาค รวมทั้งสร้างภูมิคุ้มกันจากผลกระทบของตลาดการเงินโลก เป็นวิธีการที่ให้ผลดีแก่ประเทศโลกที่สาม3.ช่วยเพิ่มสำรองเงินตราต่างประเทศไว้ใช้เวลาเกิดปัญหาเงินไหลออก รายได้ที่เพิ่มขึ้นสามารถนำไปใช้แก้ปัญหาความยากจน เพื่อทดแทนแนวโน้มของเงินช่วยเหลือจากต่างประเทศที่ลดลงเรื่อยๆ4.ช่วยในการติดตามตรวจสอบการเคลื่อนย้ายเงินทุน สามารถใช้เป็นศูนย์รวมข้อมูลขั้นพื้นฐานได้มาตรการทางภาษีที่ James Tobin เสนอไม่ได้รับการสนับสนุนจากประเทศในกลุ่ม G-7 ธนาคารระหว่างประเทศ ธนาคารโลกและ IMF แต่ได้รับการสนับสนุนอย่างมากจากนักเศรษฐศาสตร์ NGO สหภาพแรงงานและขบวนการทางสังคมการเมืองอื่นๆ ที่ต้องการมาตรการที่จะทำให้ ระบบการเงินโลก มีเสถียรภาพ
1.
unbalanced growthการเจริญเติบโตแบบไม่สมดุล
การพัฒนาที่ให้ความสำคัญแก่สาขาเศรษฐกิจต่าง ๆ ไม่เท่ากัน เป็นแนวคิดการพัมานาที่เชื่อว่าหากเริ่มต้นการพัฒนาโดยมุ่งเน้นที่สาขาเศรษฐกิจสาขาใดสาขาหนึ่ง ในระยะต่อไปจะมีการขยายความเจริญจากสาขานั้นไปสู่สาขาอื่น โดยมากจะมุ่งพัฒนาสาขาอุตสาหกรรมเป็นอันดับแรกอย่างไรก็ตาม หลายประเทศที่ใช้กลยุทธ์นี้ได้ประสบปัญหามากมาย เช่น ปัญหาความเหลื่อมล้ำของการกระจายรายได้ ปัญหาความล้าหลังในสาขาเศรษฐกิจอื่นโดยเฉพาะอย่างยิ่งการเกษตร ปัญหาคุณภาพชีวิต และปัญหาทางสังคมต่าง ๆ เป็นต้น
Source: พจนานุกรมศัพท์เศรษฐศาสตร์ สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
2.
utilityอรรถประโยชน์
ความพอใจที่บุคคลได้รับจากการบริโภคสินค้าหรือบริการชนิดใดชนิดหนึ่ง ณ เวลาใดเวลาหนึ่ง ในทางเศรษฐศาสตร์ถือว่าเศรษฐทรัพย์ และสินค้าไร้ราคา ทุกชนิดล้วนก่อให้เกิดอรรถประโยชน์ แต่จะให้อรรถประโยชน์มากหรือน้อยย่อมขึ้นอยู่กับระดับความต้องการในสินค้สนั้นซึ่งแตกต่างกันในแต่ละบุคคล ดังนั้นสินค้าชนิดเดียวกันและจำนวนเท่ากัน จึงให้อรรถประโยชน์แตกต่างกันสำหรับผู้บริโภคแต่ละคน ผู้บริโภคจะใช้อรรถประโยชน์ช่วยในการตัดสินใจเกียวกันการซื้อสินค้าเกี่ยวกับการซื้อสินค้าหรือบริการ อรรถประโยชน์จึงเป็นแนวคิดที่รองรับทฤษฎีอุปสงค์
Source: พจนานุกรมศัพท์เศรษฐศาสตร์ สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
1.
valueมูลค่า
มูลค่าของสิ่งใดหมายถึงความสามารถของสิ่งน้นที่จะแลกเปลี่ยนกับสิ่งอื่นได้ ยกตัวอย่าง พลอยเม็ดหนึ่งแลกข้าวเปลือกได้ 20 เกวียน แสดงว่ามูลค่าของพลอยเม็ดนั้นเท่ากับข้าวเปลือก 20 เกวียน และมูลค่าของข้าวเปลือก 1 เกวียน เท่ากับ 1/20 ของพลอยเม็ดนั้น ในสังคมยุคที่ยังไม่มีการใช้เงินตรา มูลค่าของสินค้าและบริการจะเทียบกับปริมาณของสินค้าหลักบางชนิด แต่ในสังคมเศรษฐกิจยุคใหม่ มูลค่าของสินค้าและบริการจะกำหนดในรูปเงินตรา อนึ่ง มูลค่าแบ่งได้เป็น 2 ชนิด คือ มูลค่าที่เกิดจากประโยชน์ในการใช้สอย ซึ่งหมายถึง อรรถโยชน์ และมูลค่าที่เกิดจากการแลกเปลี่ยน
Source: พจนานุกรมศัพท์เศรษฐศาสตร์ สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
2.
vicious circlesวัฎจักรแห่งความยากจน
Ragnar Nurkse เป็นบุคคลแรกที่ใช้คำนี้เพื่อธิบายปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศด้อยพัฒนา นั่นคือ ภาวะความยากจน โดยกล่าวว่าวัฏจักรแห่งความยากจรเริ่มต้นจากการที่ประชาชนมีรายได้ต่ำ จึงไม่สามารถที่จะเก็บออมเพื่อลงทุนในการศึกษาเล่าเรียน และบำรุงรักษาสุขภาพให้แข็งแรงสมบูรณ์ จึงมีความสามารถในการทำงานต่ำ แระกอบกับการลงทุนด้านการผลิตอยู่ระดับต่ำ ทำให้การผลิตและการจ้างงานอยู่ในระดับต่ำ ประชาชนจึงมีรายได้ต่ำ วงจรดังกล่าวจะหมุนเวียนเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ประเทศจะหลุดจากวัฏจักรนี้ได้ก็ด้วยการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคมและการเมืองอย่างจริงจัง
Source: พจนานุกรมศัพท์เศรษฐศาสตร์ สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
1.
Withdrawalsส่วนรั่วไหล
ส่วนรั่วไหล รายได้ของครัวเรือนส่วนหนึ่งที่ไม่ได้ไหลกลับไปสู่หน่วยผลิตเพื่อซื้อสินค้าและบริการและรายได้ของหน่วยธุรกิจส่วนที่ไม่ได้ไหลกลับไปสู่ฝ่ายครัวเรือนเพื่อซื้อปัจจัยการผลิต หากเป็นระบเศรษฐกิจแบบปิด ส่วนรั่วไหลมักอยุ่ในรูปการเก็บเงินออมไว้กับตนเอง ไม่ฝากไว้กับสภาบันการเงิน ในระบบเศรษฐกิจแบบเปิด ส่วนรั่วไหลที่เพิ่มขึ้นคือ การซื้อสินค้าเข้า และการส่งเงินโอนไปต่งประเทศ
Source: พจนานุกรมศัพท์เศรษฐศาสตร์ สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
2.
Work conditionsสภาพการทำงาน
เงื่อนไขต่าง ๆ ทางกายภาพที่จะช่วยให้บุคคลทำงานได้อย่ามีประสิทธิภาพ ซึ่งได้แก่ สภาพแวดล้อมที่ถูกสุขลักษณะในสถานที่ทำงาน ระบบป้องกันอุบัติภัยจากการทำงาน จำนวนชั่วโมงทำงานในวันหนึ่ง ๆ อยู่ในเกณฑ์ปกติที่ทางการกำหนด การลาพักผ่อนประจำปี การลากิจและลาป่วย ตลอดจนสวัสดีการจ่าง ๆที่นายจ้างจัดหาให้ลูกจ้าง
Source: พจนานุกรมศัพท์เศรษฐศาสตร์ สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์